“หุ้นไทย” วานนี้ดิ่งแรง 20 จุด ด้าน ตลท. ยอมรับดัชนีฯ เดือนมิ.ย. ผันผวน หลังดัชนีสหรัฐร่วงกดดันหุ้นทั่วโลก ฟันด์โฟลว์ไหลออกถือเป็นความท้าทายหลังพ.ค. ดัชนีพุ่ง 25%
KEY POINTS
- ตลท. เตือนตลาดหุ้นไทยในเดือนมิถุนายนจะมีความผันผวนสูง โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ
- ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ดีเกินคาด ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยตามกำหนด และอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย
- ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ต้องจับตา ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง, การค้าโลก, และการเสนอขายหุ้น IPO ขนาดใหญ่ที่อาจดึงสภาพคล่องออกจากตลาด
- อย่างไรก็ตาม ตลท. มองว่าหุ้นไทยยังมีจุดแข็งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากโครงสร้างตลาดเป็นหุ้นปันผลสูงและมีความผันผวนต่ำกว่าหุ้นเทคโนโลยี
ความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (10 มิ.ย.2569) ดิ่งแรง 20.55 จุด มาอยู่ที่ 1,563.59 จุด หรือลดลง 1.30% ซึ่งเป็นระดับ “จุดต่ำสุด” ของวัน ด้วยมูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 52,789.16 ล้านบาท โดยพบ “นักลงทุนต่างชาติ” ขายสุทธิ -1,899.87 ล้านบาท
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในเดือนมิ.ย. บรรยากาศการลงทุนเริ่มกลับมาเผชิญความท้าทายอีกครั้ง หลังจากเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยโชว์ฟอร์มแกร่งด้วยแรงส่งจากตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่ดี
เนื่องจาก นักลงทุนยังต้องเฝ้าระวังความผันผวน โดยเฉพาะความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐ หลังตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐ ล่าสุดออกมาดีเกินคาด ทำให้ตลาดเริ่มไม่มั่นใจธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยตามกำหนดเดิม และอาจมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า
โดยปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ทั่วโลกที่มีรายได้ในอนาคตไกล ทำให้ดัชนี Nasdaq ร่วงลงอย่างหนัก รวมถึงกระทบต่อตลาดหุ้นเกาหลีและไต้หวันในสัปดาห์ที่ผ่านมา และการเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ขนาดใหญ่ระดับโลก ของ SpaceX และ Nvidia ต้องระมัดระวังหากสภาพคล่องถูกดูดออกไปสู่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เหล่านี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนไหลออกจากในตลาดอื่นๆ รวมถึงไทยด้วย
รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ,ปัจจัยด้านการค้าโลกที่เริ่มกลับมามีบทบาทต่อเศรษฐกิจอีกครั้ง ,ความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และ มาตรการทางการเงินและการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศไทยที่ยังคงเป็นโจทย์ท้าทายต่อเนื่อง
ด้านแนวโน้มวอลุ่มในช่วงที่เหลือปีนี้ หากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและส่งออกเติบโตยังดีในระดับนี้ต่อเนื่อง รวมถึงขณะนี้มีการทำเฮียริ่งต่าง ๆ เรื่องมาตรการสร้างความสมดุลในการซื้อขายจะทยอยออกมาชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อดึงดูดนักลงทุนคาดหวังจะช่วยรักษาระดับหรือเพิ่มวอลุ่มได้มากขึ้น
“นักลงทุนต่างชาติให้ความเห็นว่า ระดับมูลค่าการซื้อขายในปัจจุบันประมาณ 64,000 ล้านบาทช่วยให้การเข้าซื้อหรือขายออก ทำได้สะดวกขึ้น ซึ่งช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดทุนไทยมากขึ้นไปในตัว”
ขณะที่ ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันอยู่ที่ 64,195 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งมูลค่าซื้อขายในเดือน พ.ค. อยู่ที่ 66,479 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวการลงทุนในตลาดทุนไทย ด้านนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในเดือนพ.ค. 3,366 ล้านบาท ส่งผลให้มียอดซื้อสะสมสุทธิในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ อยู่ที่ 20,004 ล้านบาท
นายสรพล ตุลยเสถียร รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลท. กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยแม้มีความเสี่ยงรอบด้าน แต่มองไทยยังมีจุดแข็งที่น่าสนใจในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” เนื่องจากโครงสร้างตลาดไทยส่วนใหญ่เป็นหุ้นกลุ่มดั้งเดิม และหุ้นที่ให้ปันผลสูง ซึ่งมีความผันผวนต่ำกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อีกทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและมาตรฐานธรรมาภิบาลของไทยยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ช่วยลดความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออกในเชิงโครงสร้างไปได้ระดับหนึ่งในเดือนนี้
สถานการณ์เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย มองเป็น “โอกาส” ของไทยที่จะดึงดูดฟันด์โฟลว์ในฐานะกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในอาเซียน โดยไทยมีจุดเด่นเรื่องการยึดถือมาตรฐานสากล ทั้งด้าน ESG และความโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกให้คุณค่า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้ยืนยันถึงความมั่นคงของดุลบัญชีเดินสะพัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นปัญหาระดับโครงสร้าง





