"หุ้นไทย" เช้านี้ (10 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,573.39 จุด ปรับตัวลดลง 10.75 จุด นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากกองทัพสหรัฐเปิดฉากโจมตีในตะวันออกกลาง ด้านนักลงทุนจับตาการประกาศตัวเลข CPI สหรัฐซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนโลก
"ตลาดหุ้นไทย" เช้านี้ (10 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,573.39 จุด ปรับตัวลดลง 10.75 จุด หรือ -0.68% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,591.59 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,568.25 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 32,179.95 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- DELTA ราคาปิด 356.00 บาท ลดลง 8.00 บาท หรือ -2.20% มูลค่าซื้อขาย 5,405.17 ล้านบาท
- GULF ราคาปิด 63.50 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ -0.39% มูลค่าซื้อขาย 1,809.42 ล้านบาท
- SCB ราคาปิด 138.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ +0.73% มูลค่าซื้อขาย 1,692.82 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 34.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ -1.43% มูลค่าซื้อขาย 1,269.06 ล้านบาท
- ADVANC ราคาปิด 357.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ -0.56% มูลค่าซื้อขาย 1,261.97 ล้านบาท
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีแนวโน้มแกว่งตัวในทางลบจาก "ปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" ที่กลับมาเป็นประเด็นหลังกองทัพสหรัฐเปิดฉากโจมตีตะวันออกกลาง ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นสหรัฐถูกเทขาย
ปัจจัยต่างประเทศ ที่ต้องติดตามในคืนนี้คือการรายงานตัวเลข CPI ทั่วไปของสหรัฐ ซึ่งตลาดคาดว่าจะขยายตัว 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน หากตัวเลขขยายตัวสูงกว่า 4.5% อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ต้องจับตาอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond yield สหรัฐอายุ 10 ปี หากตัวเลข CPI ออกมาสูงกว่าคาดประกอบกับผลการประมูลพันธบัตรที่ย่ำแย่ อาจกดดันให้ Bond yield ปรับตัวขึ้นรุนแรง ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม สถิติในอดีตชี้ว่าหาก Bond yield ปรับขึ้นแรง ตลาดหุ้นมักจะย่อตัวสั้น ๆ เพียง 1-3 วันแรกก่อนจะเริ่มตั้งหลักฟื้นตัวได้ภายใน 1 เดือน
ในระยะต่อไป คาดดัชนีแกว่งตัวโดยมีแนวรับอยู่ที่ 1,563 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,597 จุด ปัจจัยที่ต้องจับตามองคือแนวต้านสำคัญทางมูลค่าที่ 1,540 จุด ตราบใดที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังยืนอยู่สูงกว่าระดับดังกล่าว แนะนำให้จับตาดูสถานการณ์ในภาพรวมอย่างใกล้ชิดหรือ "wait and see" เนื่องจากดัชนีรับรู้ปัจจัยบวกไปค่อนข้างมากแล้ว
กลยุทธ์การลงทุน : แนะนำรอดูสถานการณ์ในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีรวมถึงกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และเน้นเลือกถือครองหุ้นในกลุ่มที่ปลอดภัยจากความเสี่ยงเงินเฟ้อและการเข้มงวดนโยบายการเงิน ได้แก่
- กลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น CPAXT, CPALL
- กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่น ADVANC, TRUE
- กลุ่มโรงพยาบาล เช่น BDMS, CHG
- กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น AMATA, WHA
- กลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง เช่น CK, STECON
สำหรับ หุ้นเด่นรายวัน แนะนำ AMATA เนื่องจากปริมาณงานในมือยังแข็งแกร่งที่ 1.97 หมื่นล้านบาท ต่อมาคือ COM7 คาดกำไรไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตต่อเนื่องจากสมาร์ตโฟนจีนที่ออกรุ่นใหม่ อีกฝั่งหนึ่งมอง ITC จากการคาดการณ์ว่ากลุ่มลูกค้าค้าปลีกจะกลับมาซื้อสินค้าเพื่อสะสมคลังสินค้าเพิ่มมากขึ้น

