วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” เช้านี้ (10 มิ.ย. 2569) ปิดร่วง 10.75 จุด สหรัฐเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เตรียมจับตา CPI สหรัฐ

“หุ้นไทย” เช้านี้ (10 มิ.ย. 2569) ปิดร่วง 10.75 จุด สหรัฐเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง เตรียมจับตา CPI สหรัฐ

"หุ้นไทย" เช้านี้ (10 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,573.39 จุด ปรับตัวลดลง 10.75 จุด นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังจากกองทัพสหรัฐเปิดฉากโจมตีในตะวันออกกลาง ด้านนักลงทุนจับตาการประกาศตัวเลข CPI สหรัฐซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนโลก

"ตลาดหุ้นไทย" เช้านี้ (10 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,573.39 จุด ปรับตัวลดลง 10.75 จุด หรือ -0.68% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,591.59 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,568.25 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 32,179.95 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. DELTA ราคาปิด 356.00 บาท ลดลง 8.00 บาท หรือ -2.20% มูลค่าซื้อขาย 5,405.17 ล้านบาท
     
  2. GULF ราคาปิด 63.50 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ -0.39% มูลค่าซื้อขาย 1,809.42 ล้านบาท
     
  3. SCB ราคาปิด 138.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ +0.73% มูลค่าซื้อขาย 1,692.82 ล้านบาท
     
  4. KTB ราคาปิด 34.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ -1.43% มูลค่าซื้อขาย 1,269.06 ล้านบาท
     
  5. ADVANC ราคาปิด 357.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ -0.56% มูลค่าซื้อขาย 1,261.97 ล้านบาท

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์  บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีแนวโน้มแกว่งตัวในทางลบจาก "ปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" ที่กลับมาเป็นประเด็นหลังกองทัพสหรัฐเปิดฉากโจมตีตะวันออกกลาง ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นสหรัฐถูกเทขาย

ปัจจัยต่างประเทศ ที่ต้องติดตามในคืนนี้คือการรายงานตัวเลข CPI ทั่วไปของสหรัฐ ซึ่งตลาดคาดว่าจะขยายตัว 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน หากตัวเลขขยายตัวสูงกว่า 4.5% อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ต้องจับตาอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond yield สหรัฐอายุ 10 ปี หากตัวเลข CPI ออกมาสูงกว่าคาดประกอบกับผลการประมูลพันธบัตรที่ย่ำแย่ อาจกดดันให้ Bond yield ปรับตัวขึ้นรุนแรง ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม สถิติในอดีตชี้ว่าหาก Bond yield ปรับขึ้นแรง ตลาดหุ้นมักจะย่อตัวสั้น ๆ เพียง 1-3 วันแรกก่อนจะเริ่มตั้งหลักฟื้นตัวได้ภายใน 1 เดือน

ในระยะต่อไป คาดดัชนีแกว่งตัวโดยมีแนวรับอยู่ที่ 1,563 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,597 จุด ปัจจัยที่ต้องจับตามองคือแนวต้านสำคัญทางมูลค่าที่ 1,540 จุด ตราบใดที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังยืนอยู่สูงกว่าระดับดังกล่าว แนะนำให้จับตาดูสถานการณ์ในภาพรวมอย่างใกล้ชิดหรือ "wait and see" เนื่องจากดัชนีรับรู้ปัจจัยบวกไปค่อนข้างมากแล้ว

กลยุทธ์การลงทุน : แนะนำรอดูสถานการณ์ในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีรวมถึงกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย และเน้นเลือกถือครองหุ้นในกลุ่มที่ปลอดภัยจากความเสี่ยงเงินเฟ้อและการเข้มงวดนโยบายการเงิน ได้แก่

  • กลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น CPAXT, CPALL
  • กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่น ADVANC, TRUE
  • กลุ่มโรงพยาบาล เช่น BDMS, CHG
  • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น AMATA, WHA
  • กลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง เช่น CK, STECON

สำหรับ หุ้นเด่นรายวัน แนะนำ AMATA เนื่องจากปริมาณงานในมือยังแข็งแกร่งที่ 1.97 หมื่นล้านบาท ต่อมาคือ COM7 คาดกำไรไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตต่อเนื่องจากสมาร์ตโฟนจีนที่ออกรุ่นใหม่ อีกฝั่งหนึ่งมอง ITC จากการคาดการณ์ว่ากลุ่มลูกค้าค้าปลีกจะกลับมาซื้อสินค้าเพื่อสะสมคลังสินค้าเพิ่มมากขึ้น