วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569

Login
Login

ก.ล.ต.สั่งเกาะติด หุ้นกู้อสังหาฯ ไฮยีลด์ครบกำหนด5.6หมื่นล.

ก.ล.ต.สั่งเกาะติด หุ้นกู้อสังหาฯ ไฮยีลด์ครบกำหนด5.6หมื่นล.

“ตลาดหุ้นกู้อสังหาฯ” ยังไม่เข้าสู่ระดับวิกฤติ ด้าน ก.ล.ต. สั่งเกาะติด “หุ้นกู้กลุ่มอสังหาฯกลุ่มไฮยีลด์” มูลค่าเฉียด 5.6 หมื่นล้าน ครบกำหนดในปี 69-70 ย้ำภาพรวม “หุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้” ยังจำกัด เผยในรอบ 5 ปี พบเพียง 0.69% ของตลาด เล็งจับมือ “ไทยบีเอ็มเอ” ตั้ง Taskforce ยกระดับความเชื่อมั่น 4 ด้านพัฒนาตลาดหุ้นกู้ ตลท. ชี้ความเสี่ยงกระจุกตัวรายบริษัท ยันปัญหาหุ้นกู้ไม่ใช่เรื่องวิกฤติเชิงระบบ รับไตรมาส 2/69 ตลาดมีความกังวลเรื่อง “การชำระหนี้หุ้นกู้” และ “หนี้แบงก์” ของ บจ. เพิ่มขึ้น “บล.เอเชีย พลัส” คาดภาครัฐจ่อต่ออายุมาตรการอสังหาฯ ช่วยระบายสต็อกครึ่งปี 

แม้ภาพรวมของตลาดหุ้นกู้ พบว่า “การผิดนัดชำระหนี้” (Default) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะมีสัดส่วนอยู่เพียง 0.69% แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์” กลายเป็นสปอตไลต์ความเสี่ยงหลักในปัจจุบัน เนื่องจากปัจจัยลบที่รุมเร้าหลายด้านทั้งกำลังซื้อเปราะบาง-หนี้ครัวเรือนสูง-ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายและเลือกที่จะออมเงินมากขึ้นแทนการซื้อสินทรัพย์ถาวรขนาดใหญ่อย่างบ้านหรือคอนโดมิเนียม รวมทั้งสถาบันการเงินเข้มงวด

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวม “หุ้นกู้กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์” ปัจจุบันมีมูลค่า 452,563 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 10% ของทั้งตลาดหุ้นกู้ทั้งหมด และโดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม Investment Grade สัดส่วน 77% ส่วนกลุ่ม High Yield Bond สัดส่วน 23% มูลค่าครบกำหนดของ High Yield bond ในช่วงปี 2569-2570 มีเพียงประมาณ 55,915 ล้านบาท หรือ 10% ของมูลค่าหุ้นกู้กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด

กลต. สั่งคุมเข้มมาตรการ Rollover และดูแลผู้ลงทุน

โดยประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้นและตลาดหุ้นกู้ อาจเกิดจากหลายปัจจัยทางเศรษฐกิจประกอบกัน อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ได้มีการติดตามสถานการณ์จากทาง “ผู้ออกหุ้นกู้” และ “ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้” เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ออกหุ้นกู้ได้ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลให้แก่ผู้ลงทุนทราบอย่างทันท่วงที และผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นกู้

นอกจากนี้ ในกรณีที่บริษัทในกลุ่ม High Yield Bond มีการเสนอขายหุ้นกู้เพื่อ rollover กำหนดให้เปิดเผยความเสี่ยงในแบบ filing และ factsheet รวมทั้งแหล่งเงินสำรองในกรณีที่ไม่สามารถเสนอขายหุ้นกู้ได้ตามเป้าหมาย 

พร้อมกันนี้ ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ยังติดตามสถานการณ์ตลาดตราสารหนี้อย่างใกล้ชิด รวมถึงใน “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์” ทั้งในส่วนของ “การออกเสนอขาย” และ “การชำระคืนผู้ถือตราสารหนี้” พบว่าปัจจุบันในส่วนของการผิดนัดชำระหนี้ “ยังอยู่ในวงจำกัด” เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดตราสารหนี้โดยรวม สะท้อนภาพในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สัดส่วน “การผิดนัดชำระหนี้” มีประมาณ 0.69% ของทั้งตลาด

ทั้งนี้ ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอสำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจและคุ้มครองสิทธิ์อย่างเหมาะสมแก่ผู้ลงทุน สำหรับกรณีผู้ถือหุ้นกู้ที่ได้รับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ ก.ล.ต. ยังมีกลไกในการติดตามดูแลผ่านการกำกับ ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นกู้ได้รับข้อมูลที่เพียงพอ รวมถึงได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ประโยชน์ตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น การฟ้องบังคับชำระหนี้ การบังคับหลักประกัน และการดำเนินการทางกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

จับมือ ThaiBMA ตั้ง Taskforce พัฒนา 4 แกนหลัก

นายอเนก กล่าวต่อว่า ทางสำนักงานก.ล.ต. มีแผนที่จะดำเนินการร่วมกับ “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” (ThaiBMA) ในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนาตลาดตราสารหนี้ (taskforce) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะพัฒนาตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชน โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้ลงทุน การระดมทุนของภาคธุรกิจ และเสถียรภาพของระบบตลาดทุนในภาพรวม

โดยมุ่งที่จะส่งเสริมและพัฒนาใน 4 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ การมีอุปสงค์ที่มีคุณภาพ (Quality Demand) การมีอุปทานที่ดึงดูดใจ (Attractive Supply) การมีระบบนิเวศที่สนับสนุน (Supportive Ecosystem) และการมีตลาดที่น่าเชื่อถือ (Trusted Market) และหากมีความคืบหน้าจะเปิดเผยให้ทราบต่อไป

กังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับ “ชำระหนี้หุ้นกู้” และ “หนี้แบงก์” 

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ในไตรมาส 2 ปี 2569 จะมีความกังวลเรื่อง “การชำระหนี้หุ้นกู้” และ “หนี้ธนาคาร” ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ “หุ้นกู้” แต่ในภาพรวมระดับประเทศ พบว่าบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง ยังมีความมั่นใจมากขึ้น โดยจากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าอาจถูกปรับลดอันดับ (Downgrade) เนื่องจากปีที่แล้วมีมุมมองเป็นลบ (Negative) แต่ในปีนี้กลับได้รับการปรับมุมมองเป็น “Stable” (คงที่) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาวะสงครามตะวันออกกลาง 

อีกยัง มองว่าสถานการณ์ปัญหาใน “ตลาดหุ้นกู้” ที่เกิดขึ้นปัจจุบันไม่ใช่ภาวะวิกฤติของอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็น “ความเสี่ยง” จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละบริษัทหรือธุรกิจ เช่น บางธุรกิจอาจมีความเสี่ยงมากขึ้นหากผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย หรือเลือกที่จะออมเงินมากขึ้นแทนการซื้อสินทรัพย์ใหม่ ๆ เช่น ที่อยู่อาศัย 

หรือในบางบริษัทอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และหลายบริษัทมีการบริหารจัดการที่ดีในช่วงภาวะสงครามที่ผ่านมา โดยมีการสื่อสารที่รวดเร็วและชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารจัดการกระแสเงินสด

ดังนั้น เนื่องจากความเสี่ยงมีความแตกต่างกันไปตามสภาวะของแต่ละธุรกิจ แนะนำว่า นักลงทุนจึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลในแต่ละบริษัทให้ดี พิจารณาข้อมูลเป็นรายบริษัทตามพื้นฐานที่แท้จริง เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้และศักยภาพในการเติบโต

“แม้จะมีความกังวลในระยะสั้น แต่ภาพรวมความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และความเสี่ยงส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในบางบริษัทมากกว่าจะเป็นปัญหาระบบ”

นายอัสสเดช กล่าวต่อว่า จากการนำ บจ.ไทย 13 บริษัท ไปโรดโชว์ที่ฮ่องกงเพื่อพบปะกับ “นักลงทุน” แบบตัวต่อตัว พบว่ามีถึง 10 บริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวเป็นบวก (Inflow) หลังจากกลับมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การให้ข้อมูลเชิงลึกและการตอบข้อซักถามแก่นักลงทุนต่างชาติช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้จริง

ดังนั้น เรามองว่าการสื่อสารแบบไปพบเจอนักลงทุนโดยตรงสำคัญมาก ๆ ไม่ว่าผลประกอบการ บจ. จะดีหรือไม่ก็ตาม การสื่อสารอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ต้องผลักดันส่งผลบวกต่อราคาหุ้นของบริษัทได้อย่างชัดเจน ซึ่งทาง ตลท. ยังเดินหน้าต่อไป พร้อมทั้งปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงพูดคุยและวางแผนร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อหาจังหวะที่เหมาะสมในการไปโรดโชว์ร่วมกันขยายผลไปสิงคโปร์เร็ว ๆ นี้ 

อีกทั้งเตรียมจัดงาน Thailand Focus ในเดือนส.ค.และการประชุม World Bank เดือน ต.ค. นี้ ตลท.จะใช้จังหวะที่ไทยเป็นเจ้าภาพเพื่อดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก

“บล.เอเชีย พลัส” คาดรัฐจ่อต่ออายุมาตรการอสังหาฯ 

นางสาวนวลพรรณ น้อยรัชชุกร ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยประเมินตลาดอสังหาริมทรัพย์ มีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะต่ออายุมาตรการออกไปอีก 1 ปีเหมือนกับการผ่อนคลาย LTV ของแบงก์ชาติที่ขยายเวลาเป็น 30 มิ.ย. 2570 โดยการลดค่าโอนฯ-จดจำนอง ถือเป็นการช่วยลดเต้นทุนการซื้อบ้านและเพิ่มแรงจูงใจในการตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 7ล้านบาทที่เข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิประโยชน์ ซึ่งเป็นตลาดหลัก คิดเป็นสัดส่วนราว70% ของมูลค่าโอนฯ รวมปี 2568 (อิงข้อมูล REIC)

โดยคาดช่วยเร่งการระบายสต็อกบ้านและคอนโดพร้อมอยู่ รวมถึงสนับสนุนยอดโอนฯ ช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้การต่ออายุมาตรการ ควรต่อเนื่องทันที หลังสิ้นสุด มิ.ย. นี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ผู้ซื้อจะชะลอการโอนฯ ระหว่างรอความชัดเจนของนโยบายมาตรการดังกล่าว ถือเป็นการช่วยประคองตลาดมากกว่าสร้างการฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากปัญหาหลักของกลุ่มฯ ยังอยู่ที่กำลังลังซื้อเปราะบาง, หนี้ครัวเรือนสูง และสถาบันการเงินคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

สำหรับกลุ่มบริษัทที่ได้ประโยชน์มาตรการ คือ 1.กลุ่มที่มีพอร์ตสินค้าระดับกลางบน-ล่าง ได้แก่ AP,SPALI, ORI, ASW, PSH, LPN, LALIN เละ SENA 2.กลุ่มที่มีสต็อกคอบโดฯ พร้อมโอมฯ สูง และราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท เช่น ORI,ASW, SPALI, SENA และ AP 3.กลุ่มที่มีแผนโอนคอนโดฯ ใหม่ปีนี้ และราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท เช่น AP, SC, SPALL, SIRI, ORI และ ASW

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางตลาดที่อยู่อาศัยยังท้าทาย ในการเลือกลงทุน เราแนะนำ Selective Buy เลือกหุ้นเด่น AP, SC และ SIRI จากการมีพอร์ต สินค้าหลากหลาย, มีความสมดุลทั้งแนวราบและคอนโดฯ, รองรับด้วย Backlogสูง, มีคอนโดฯ ใหม่พร้อมส่งมอบ คาดมีความได้เปรียบในเชิงธุรกิจและทำกำไรได้ดีกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกับได้ประโยชน์จากมาตรการข้างต้น เนื่องจากมีคอนโดฯ ใหม่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์เข้าข่ายเกณฑ์ได้รับสิทธิประโยชน์