ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดเช้าวันนี้ปรับตัวลดลง เนื่องจากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาอีกครั้ง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น กองทัพสหรัฐโจมตีอิหร่าน
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดเช้าวันพุธ (10 มิ.ย.69) ปรับตัวลดลงเนื่องจากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาอีกครั้ง ประกอบกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น
ดัชนี MSCI Asia Pacific ร่วงลง 0.5% เนื่องจากมีแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีออกมาอีกครั้งหลังจากที่เพิ่งฟื้นตัวไปเมื่อวันอังคาร โดยดัชนีคอสปี Kospi ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญสำหรับการลงทุนในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วงลง 1.7% ขณะที่ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงเช่นกัน
สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ของดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังจากตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักเมื่อวันอังคาร โดยกลุ่มหุ้นชิปตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน ทั้งนี้ ดัชนี Nasdaq 100 ปิดร่วงลง 1.1% เนื่องจากนักลงทุนยังคงเดินหน้าโยกเม็ดเงินลงทุน (Rotate) ออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนการทะยานขึ้นของตลาดในปีนี้
ปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุนคือ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ Brent ที่ดีดขึ้น 0.8% สู่ระดับ 92.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากกองทัพสหรัฐเปิดฉากโจมตีอิหร่านเพื่อตอบโต้กรณีเฮลิคอปเตอร์ของอเมริกาถูกยิงตก ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ได้รับความนิยม นับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้น แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในกลุ่ม G-10 ทั้งหมด เนื่องจากการโจมตีครั้งนี้กำลังคุกคามข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบาง รวมถึงความพยายามในการเจรจาเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
ความผันผวนที่เพิ่มขึ้นนี้กำลังเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับตลาดหุ้นที่เคยพุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้ จากความหวังเรื่องสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลงและการเติบโตของระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐได้ลดทอนความหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนต้องเผชิญกับบททดสอบสำคัญในวันพุธนี้จากการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐซึ่งอาจให้เบาะแสใหม่ว่าผู้กำหนดนโยบายจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่คาดไว้หรือไม่
"ความตื่นตัวในตลาดก่อตัวขึ้นมานานหลายเดือน ดันให้หุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า" จอห์น คันนิสัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Baker Boyer Bank กล่าว "ดังนั้น อะไรก็ตามที่ถูกมองว่าเป็นลบต่อตลาดหุ้น ตั้งแต่เงินเฟ้อที่สูงขึ้นไปจนถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้ตลาดที่เคยวิ่งขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งเป็นประวัติศาสตร์ต้องเสียหลักได้ง่ายๆ"
การปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในวอลล์สตรีท เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการกระจายตัวของแรงซื้อไปยังหมวดอื่นๆ ในตลาด โดยพบว่ามีถึง 9 จาก 11 หมวดในดัชนี S&P 500 ที่ปรับตัวขึ้นเมื่อวันอังคาร นำโดยกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive) เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์พุ่งขึ้น 2.1%, กลุ่มเฮลธ์แคร์บวก 1.3% และกลุ่มสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น 1.1% มีเพียงกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงานเท่านั้นที่ปรับตัวลดลง
การสลับกลุ่มเล่น (Rotation) ครั้งนี้แสดงให้เห็นภาพที่ตรงกันข้ามกับการทะยานขึ้นของตลาดก่อนหน้านี้ ที่เม็ดเงินกระจุกตัวอยู่เพียงหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
"แม้เราจะชอบเห็นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นผู้นำตลาด แต่การที่ตลาดจะปรับตัวขึ้นได้อย่างมั่นคงกว่านี้ คือการเห็นแรงซื้อกระจายไปยังเซกเตอร์อื่นๆ บ้าง" เบรต เคนเวลล์ จาก eToro กล่าว "เพราะเมื่อใดที่ผู้นำตลาดกระจุกตัวอยู่แค่ในมุมเล็กๆ ของกลุ่มเทคโนโลยี ฐานของตลาดก็จะเริ่มสั่นคลอนและเปราะบางมากขึ้น"
ในส่วนของตลาดอืนๆ ค่าเงินเยนยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน ทำให้บรรดาผู้ค้าต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดว่าทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินหรือไม่ ขณะที่ราคาทองคำร่วงลง 1% ลงไปอยู่ที่ประมาณ 4,220 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- จับตารายงานเงินเฟ้อสหรัฐวันพุธ
สายตาของทุกฝ่ายจับจ้องไปที่รายงานอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐในวันพุธนี้ แม้ราคาน้ำมันจะลดความร้อนแรงลงจากระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่เคยทำไว้เมื่อเดือนเมษายน แต่ตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ทำให้นักลงทุนหันมาคาดการณ์มากขึ้นว่า เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) รายปีจะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% ในเดือนพฤษภาคม จาก 3.8% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าจะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.9% จากเดิม 2.8%
"การรวมกันของตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งและอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างน่าอึดอัด ทำให้นักลงทุนเริ่มมองเห็นโอกาสมากขึ้นที่เฟดจะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น" เจนนาดี โกลด์เบิร์ก หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ จาก TD Securities กล่าว "สิ่งนี้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง แม้ว่าแนวโน้มการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) ในตลาดหุ้นจะช่วยสกัดไม่ให้ Yield พุ่งสูงไปมากกว่านี้ก็ตาม"
- สรุปความเคลื่อนไหวสำคัญในตลาด
ตลาดหุ้น
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P 500 ลดลง 0.2% (ณ เวลา 09:01 น. ตามเวลาโตเกียว)
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี Hang Seng ลดลง 0.7%
ดัชนี Topix ของญี่ปุ่นลดลง 0.3%
ดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียลดลง 0.1%
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี Euro Stoxx 50 ลดลง 0.3%
อัตราแลกเปลี่ยน
ดัชนี Bloomberg Dollar Spot แทบไม่เปลี่ยนแปลง
เงินยูโร ทรงตัวที่ 1.1535 ดอลลาร์ต่อยูโร
เงินเยนทรงตัวที่ 160.37 เยนต่อดอลลาร์
เงินหยวนนอกประเทศ (Offshore Yuan)ทรงตัวที่ 6.7780 หยวนต่อดอลลาร์
เงินดอลลาร์ออสเตรเลียลดลง 0.1% อยู่ที่ 0.7022 ดอลลาร์สหรัฐ
สินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrencies)
Bitcoin ลดลง 0.7% อยู่ที่ 61,690 ดอลลาร์
Ether ลดลง 1.3% อยู่ที่ 1,638.1 ดอลลาร์
ตลาดพันธบัตร
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ขยับขึ้น 1จุด basis point มาอยู่ที่ 4.53%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อายุ 10 ปี ขยับขึ้น 1 basis point มาอยู่ที่ 2.690%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลออสเตรเลีย อายุ 10 ปี ลดลง 2 basis points มาอยู่ที่ 4.90%
สินค้าโภคภัณฑ์
น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) เพิ่มขึ้น 1.2% อยู่ที่ 89.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทองคำสปอต (Spot Gold) ลดลง 0.9% อยู่ที่ 4,221.62 ดอลลาร์ต่อออนซ์

