หนึ่งในเหตุผลที่ตลาดหุ้นอินเดีย สร้างผลตอบแทนได้น้อยกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียอื่น ๆ ก็คือ การที่อินเดียขาดการมีส่วนร่วมในกระแสการลงทุนใน AI วันนี้เราจะมามองภาพไปยังอนาคตว่าที่จริงแล้วอินเดียจะยังมีความหวังกับการมีส่วนร่วมในกระแส AI หรือไม่ และที่สำคัญด้วยความเป็นชาติใหญ่และประชากรเยอะที่สุดในโลก อินเดียอาจมองไปใกล้กว่าแค่การมีส่วนรวมแต่ต้องการสร้าง “AI ที่ยังคงรักษาความเป็นอธิปไตย” ของตนเอง
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด (บลจ. ทิสโก้) ระบุว่า ย้อนกลับไปเมื่อบ่ายวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ณ ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ในกรุงนิวเดลี นายกรัฐมนตรี Narendra Modi หยุดแวะที่บูธหนึ่ง สวมแว่นตาอัจฉริยะที่พัฒนาโดยบริษัทอินเดีย และกวาดสายตามองไปรอบห้อง ก่อนจะถามคำถามหนึ่งขึ้นมาว่า
“แว่นนี้พูดภาษาคุชราตได้หรือไม่?”
เหตุการณ์สั้น ๆ ที่ดูเหมือนเป็นทั้งความอยากรู้อยากเห็นและการแสดงเชิงสัญลักษณ์นั้น สะท้อนบางสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นมาก
อินเดีย ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงศูนย์กลางงานเขียนโปรแกรมและบริการลูกค้าของโลก กำลังพยายามกำหนดเส้นทางของตนเองในยุคปัญญาประดิษฐ์ ด้วยเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นสำหรับภาษาของตนเอง และประชากร 1.45 พันล้านคนของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานของอินเดียในการสร้างและส่งออกต้นแบบ “AI อธิปไตย” ไปทั่วโลก กำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านกำลังประมวลผลที่ล่าช้ามาเป็นเวลานาน การเริ่มต้นช้ากว่าประเทศอื่นในการพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูง การพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์ต่างชาติอย่างมาก และวัฒนธรรมการลงทุนแบบ Venture Capital ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการเดิมพันขนาดมหาศาลและความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม AI ระดับโลก
สิ่งที่เป็นเดิมพันไม่ได้มีเพียงชื่อเสียงด้านเทคโนโลยี
ในวันที่สหรัฐฯ และจีน กำลังเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นเครื่องมือแห่งอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านการควบคุมชิปประมวลผล ระบบคลาวด์ และโมเดล AI ประเทศอย่างอินเดียกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะต้องพึ่งพาระบบที่ตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของ และอาจไม่สามารถควบคุมได้อย่างแท้จริงในอนาคต
ในฐานะประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกและเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญที่สุด อินเดียกำลังกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญว่าประเทศมหาอำนาจระดับกลางจะสามารถสร้างระบบ AI บนเงื่อนไขของตนเองได้หรือไม่
หากอินเดียประสบความสำเร็จ ก็อาจกลายเป็นต้นแบบให้กับประเทศกำลังพัฒนาอีกจำนวนมากทั่วโลก แต่หากล้มเหลวก็อาจสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของประเทศเหล่านี้ในการรักษาอธิปไตยทางเทคโนโลยีท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ
AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งชาติ
ปัญญาประดิษฐ์ กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานของประเทศ คล้ายกับไฟฟ้าหรือระบบโทรคมนาคม แต่มีผลกระทบต่อความมั่นคงและอำนาจทางเศรษฐกิจมากกว่านั้นอย่างมหาศาล จีนได้สร้างระบบนิเวศ AI ที่ครอบคลุมตั้งแต่ชิป คลาวด์ ไปจนถึงแอปพลิเคชัน และกำลังส่งออกโมเดล AI ราคาประหยัดไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในขณะที่สหรัฐฯ ซึ่งนำโดยบริษัทอย่าง OpenAI, Microsoft และ Google ยังคงครองความเป็นผู้นำทั้งด้านงานวิจัยและการนำ AI ไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์
ส่วนอินเดียกำลังพยายามเดินบนเส้นทางที่แตกต่างออกไป ด้วยการสร้างระบบนิเวศ AI ของตนเอง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ โมเดลภาษาหลายภาษา ไปจนถึงแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ประชากรจำนวนมหาศาลของประเทศ
อินเดียสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่ครอบครองพลังประมวลผลเพียงเล็กน้อย
อินเดียสร้างข้อมูลเกือบ 20% ของข้อมูลทั้งหมดบนโลก แต่กลับมีสัดส่วนกำลังประมวลผล AI ไม่ถึง 5% ของโลกนักวิจารณ์จำนวนมากจึงเริ่มเตือนว่า ชาวอินเดียอาจกำลังกลายเป็นเพียงแรงงานที่ช่วยสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจ AI โลก โดยไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีหรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมีการ เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า “หากอินเดียไม่ระวัง AI อาจกลายเป็นการซ้ำรอยประวัติศาสตร์ของบริษัท East India Company” โดยในอดีต อังกฤษนำวัตถุดิบจากอินเดียไปสร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อนนำสินค้ากลับมาขายให้ชาวอินเดียอีกครั้ง
วันนี้ ความเสี่ยงคือบริษัทต่างชาติอาจใช้ข้อมูลและทักษะของชาวอินเดียในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาด้าน AI แล้วนำเทคโนโลยีนั้นกลับมาขายให้คนอินเดียใช้อีกทอดหนึ่ง
Sarvam AI ความหวังของประเทศที่ยังต้องต่อสู้
Sarvam AI ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพจากเมือง Bangalore กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของความพยายามดังกล่าว บริษัทพัฒนาโมเดลภาษาที่รองรับภาษาต่าง ๆ ของอินเดียมากกว่า 22 ภาษา และถูกมองว่าอาจกลายเป็นรากฐานสำคัญของอนาคต AI อินเดีย อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับความสนใจอย่างมากจากภาครัฐ บริษัทกลับไม่สามารถระดมทุนจากนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลกหลายรายได้
ปัจจุบัน Sarvam กำลังระดมทุนประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มูลค่ากิจการประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ แต่ยังห่างไกลจากบริษัท AI ชั้นนำของโลกที่สามารถระดมทุนได้เป็นหลักหลายหมื่นล้านดอลลาร์
ผู้บริหารของ Neysa Networks ชี้ว่า นักลงทุนในสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนบริษัทสร้างโมเดล AI แม้จะยังขาดทุนเป็นเวลาหลายปี แต่ในอินเดีย เงินทุนลักษณะนี้ยังมีอยู่อย่างจำกัด แม้อินเดียจะประกาศแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมมูลค่ามากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กำลังการประมวลผลส่วนใหญ่ยังคงถูกสร้างและบริหารโดยผู้ให้บริการคลาวด์ต่างชาติ
ระบบสำคัญของภาครัฐอินเดียจำนวนมากยังทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มของ Amazon Web Services และ Microsoft Azure ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดเก็บเอกสารดิจิทัล ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล ระบบจดจำใบหน้าสำหรับสนามบิน ระบบศุลกากร หรือระบบจัดหางานภาครัฐ ในยุค AI คลาวด์ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เก็บข้อมูลอีกต่อไป แต่เป็นสถานที่ที่ AI ถูกฝึก ถูกใช้งาน และสร้างรายได้ นั่นทำให้การพึ่งพาคลาวด์ต่างชาติกลายเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์โดยตรง
อินเดียยังตามหลังในการแข่งขันโมเดล AI ระดับแนวหน้า
แม้อินเดียจะเริ่มพัฒนาโมเดล AI ที่มีขนาดเกิน 100,000 ล้านพารามิเตอร์ และมีโครงการสร้างโมเดลระดับ 1 ล้านล้านพารามิเตอร์ แต่ช่องว่างระหว่างอินเดียกับบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง OpenAI, Google และ Anthropic ยังคงกว้างมาก สาเหตุสำคัญคือการขาดแคลนชิปประมวลผลขั้นสูง เงินทุน และโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์
จุดแข็งที่อินเดียมีเหนือหลายประเทศ
แม้อินเดียจะเผชิญข้อจำกัดมากมาย แต่ก็มีข้อได้เปรียบสำคัญเช่นกันนั่นคือความหลากหลายทางภาษา การสร้าง AI ที่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในภาษาราชการกว่า 22 ภาษา ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับบริษัทต่างชาติ อีกทั้งอินเดียยังมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐที่แข็งแกร่งมาก ทั้ง Aadhaar, UPI และ DigiLocker ซึ่งเชื่อมโยงประชากรกว่าพันล้านคนเข้ากับระบบดิจิทัลของประเทศสิ่งเหล่านี้ทำให้อินเดียมีข้อมูลและกรณีการใช้งานจริงในระดับที่น้อยประเทศจะสามารถเทียบได้แม้รัฐบาลอินเดียจะประกาศวิสัยทัศน์ด้าน AI อธิปไตยอย่างชัดเจน แต่ AI จากต่างประเทศกลับกำลังฝังรากลึกลงในชีวิตประจำวันของชาวอินเดียมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง Google Gemini, ChatGPT, Anthropic รวมถึงบริการ AI จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างกำลังขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว
ด้วยราคาที่ถูกกว่า เข้าถึงง่ายกว่า และมีความสามารถสูงกว่า ทำให้บริษัทอินเดียต้องแข่งขันในเกมที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญของอินเดียอาจไม่ใช่ว่าจะสามารถเอาชนะสหรัฐฯ หรือจีนในการแข่งขัน AI ได้หรือไม่แต่เป็นคำถามที่สำคัญยิ่งกว่าอินเดียจะสามารถรักษาอธิปไตยทางเทคโนโลยีของตนเองได้หรือไม่ในโลกที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญพอ ๆ กับไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และพลังงานเพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ชนะใน ยุค AI อาจไม่ใช่ผู้ที่สร้างโมเดลที่ทรงพลังที่สุด แต่อาจเป็นผู้ที่สามารถนำ AI ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และทำให้ประชาชนของตนได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนั้นอย่างแท้จริง

