"หุ้นไทย" เช้านี้ (8 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,571.39 จุด ลดลง 11.21 จุด หรือ 0.71% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากแรงกดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวลดลงตามดัชนีแนสแด็กของสหรัฐ รับความกังวลรายจ่ายเพื่อการลงทุน (Capex) ในหลายบริษัทเทคฯ ส่วนเฟดคาดคงดอกเบี้ยในระดับสูง
"ตลาดหุ้นไทย" วันนี้ (8 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดเช้าที่ 1,571.39 จุด ลดลง 11.21 จุด หรือ 0.71% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,576.58 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,559.22 จุด และมีมูลค่าซื้อขาย รวม 41,036.64 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- DELTA ราคาปิด 340.00 บาท ลดลง 3.00 บาท หรือ 0.87% มูลค่าซื้อขาย 3,825.36 ล้านบาท
- GULF ราคาปิด 65.75 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 1.87% มูลค่าซื้อขาย 3,551.09 ล้านบาท
- SCB ราคาปิด 139.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 1.06% มูลค่าซื้อขาย 2,209.13 ล้านบาท
- BBL ราคาปิด 170.50 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ 2.29% มูลค่าซื้อขาย 2,153.20 ล้านบาท
- PTTEP ราคาปิด 145.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.69% มูลค่าซื้อขาย 1,806.15 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเอสแอล จำกัด เปิดเผยว่า หุ้นไทย ขานรับแนวโน้มตลาดการเงินโลกเข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ได้รับแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่ม "เทคโนโลยี" และ "เอไอ" ตามทิศทางดัชนีแนสแด็กของสหรัฐ ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มไหลเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์มากกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่
ปัจจัยต่างประเทศ ได้รับแรงกดดันหลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐเดือน พ.ค. ปี 2569 ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดที่ 172,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด อาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนาน หรืออาจถึงขั้น "ขึ้นดอกเบี้ย" ในการประชุมเดือน ธ.ค.
ปัจจัยดังกล่าวผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งทะลุ 4.5% และดัชนีดอลลาร์แข็งค่าสู่ระดับ 100 จุด กดดันดัชนีหุ้นสหรัฐดิ่งหนัก นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีและ AI จากความกังวลรายจ่ายเพื่อการลงทุน (Capex) ของหลายบริษัทเทคฯ ชั้นนำที่สูงเกินไป
ด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลงหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางผ่อนคลายลงชั่วคราว โดยราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวลงที่ 90.54 ดอลลาร์ เช่นเดียวกับราคาทองคำตลาดคอมเม็กซ์ที่ร่วงลง 3.1% สู่ 4,365 ดอลลาร์ และบิตคอยน์ร่วงหลุด 60,000 ดอลลาร์
ปัจจัยภายในประเทศ มีแนวโน้มถูกกดดันจากบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นโลกและแรงขายในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ตามทิศทางดัชนีหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ เช่น DELTA, HANA, KCE และ CCET ที่จะเป็นกลุ่มกดดันตลาดในวันนี้
ในระยะต่อไป คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบ 1,560-1,590 จุด โดยสัปดาห์นี้ต้องจับตาการประกาศดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐและจีนเดือน พ.ค. ที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการประชุมเฟดในวันที่ 16-17 มิ.ย. และการประชุมธนาคารกลางยุโรป หรือ อีซีบี ที่ตลาดคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำซื้อเก็งกำไรในหุ้นรายตัวกลุ่มดีเฟนซีฟ และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูงยาวนาน นำโดยกลุ่มโรงพยาบาลที่มีมูลค่าหุ้นเริ่มน่าสนใจและผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่องจากผู้ป่วยต่างชาติ เช่น BDMS, BH, และ BCH โดยหุ้นเด่นเลือก BCH ให้เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ 10.00 บาท
นอกจากนี้แนะนำสะสมกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เช่น KBANK, BBL, และ SCB ที่ได้ประโยชน์จากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ทรงตัวในระดับสูง รวมถึงกลุ่มประกันชีวิตและธุรกิจการเงินบางส่วนที่บริหารส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยได้ดี

