วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” เช้านี้ (8 มิ.ย. 2569) ปิดลบ 11.21 จุด กลุ่มชิ้นส่วนฯร่วงตามแนสแด็ก รับจ่ายลงทุนสูง

“หุ้นไทย” เช้านี้ (8 มิ.ย. 2569) ปิดลบ 11.21 จุด กลุ่มชิ้นส่วนฯร่วงตามแนสแด็ก รับจ่ายลงทุนสูง

"หุ้นไทย" เช้านี้ (8 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,571.39 จุด ลดลง 11.21 จุด หรือ 0.71% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากแรงกดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวลดลงตามดัชนีแนสแด็กของสหรัฐ รับความกังวลรายจ่ายเพื่อการลงทุน (Capex) ในหลายบริษัทเทคฯ ส่วนเฟดคาดคงดอกเบี้ยในระดับสูง

"ตลาดหุ้นไทย" วันนี้ (8 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดเช้าที่ 1,571.39 จุด ลดลง 11.21 จุด หรือ 0.71% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,576.58 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,559.22 จุด และมีมูลค่าซื้อขาย รวม 41,036.64 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. DELTA ราคาปิด 340.00 บาท ลดลง 3.00 บาท หรือ 0.87% มูลค่าซื้อขาย 3,825.36 ล้านบาท
     
  2. GULF ราคาปิด 65.75 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 1.87% มูลค่าซื้อขาย 3,551.09 ล้านบาท
     
  3. SCB ราคาปิด 139.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 1.06% มูลค่าซื้อขาย 2,209.13 ล้านบาท
     
  4. BBL ราคาปิด 170.50 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ 2.29% มูลค่าซื้อขาย 2,153.20 ล้านบาท
     
  5. PTTEP ราคาปิด 145.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.69% มูลค่าซื้อขาย 1,806.15 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเอสแอล จำกัด เปิดเผยว่า หุ้นไทย ขานรับแนวโน้มตลาดการเงินโลกเข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ได้รับแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่ม "เทคโนโลยี" และ "เอไอ" ตามทิศทางดัชนีแนสแด็กของสหรัฐ ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มไหลเข้าสินทรัพย์ดอลลาร์มากกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่

ปัจจัยต่างประเทศ ได้รับแรงกดดันหลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐเดือน พ.ค. ปี 2569 ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดที่ 172,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด อาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนาน หรืออาจถึงขั้น "ขึ้นดอกเบี้ย" ในการประชุมเดือน ธ.ค.

ปัจจัยดังกล่าวผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งทะลุ 4.5% และดัชนีดอลลาร์แข็งค่าสู่ระดับ 100 จุด กดดันดัชนีหุ้นสหรัฐดิ่งหนัก นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีและ AI จากความกังวลรายจ่ายเพื่อการลงทุน (Capex) ของหลายบริษัทเทคฯ ชั้นนำที่สูงเกินไป

ด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลงหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางผ่อนคลายลงชั่วคราว โดยราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวลงที่ 90.54 ดอลลาร์ เช่นเดียวกับราคาทองคำตลาดคอมเม็กซ์ที่ร่วงลง 3.1% สู่ 4,365 ดอลลาร์ และบิตคอยน์ร่วงหลุด 60,000 ดอลลาร์

ปัจจัยภายในประเทศ มีแนวโน้มถูกกดดันจากบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นโลกและแรงขายในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ตามทิศทางดัชนีหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ เช่น DELTA, HANA, KCE และ CCET ที่จะเป็นกลุ่มกดดันตลาดในวันนี้

ในระยะต่อไป คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบ 1,560-1,590 จุด โดยสัปดาห์นี้ต้องจับตาการประกาศดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐและจีนเดือน พ.ค. ที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการประชุมเฟดในวันที่ 16-17 มิ.ย. และการประชุมธนาคารกลางยุโรป หรือ อีซีบี ที่ตลาดคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำซื้อเก็งกำไรในหุ้นรายตัวกลุ่มดีเฟนซีฟ และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูงยาวนาน นำโดยกลุ่มโรงพยาบาลที่มีมูลค่าหุ้นเริ่มน่าสนใจและผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่องจากผู้ป่วยต่างชาติ เช่น BDMS, BH, และ BCH โดยหุ้นเด่นเลือก BCH ให้เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ 10.00 บาท

นอกจากนี้แนะนำสะสมกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เช่น KBANK, BBL, และ SCB ที่ได้ประโยชน์จากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ทรงตัวในระดับสูง รวมถึงกลุ่มประกันชีวิตและธุรกิจการเงินบางส่วนที่บริหารส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยได้ดี