คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เดินหน้าตรวจสอบมาตรฐานการพิสูจน์และยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC/CDD) ของบริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หลังได้รับข้อร้องเรียนว่าระบบของแพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์อาจถูกนำไปใช้เป็นช่องทางพักและเคลื่อนย้ายเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน
หนังสือ "ด่วนที่สุด" ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้เชิญนายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการคัดกรองลูกค้า การป้องกันการฟอกเงิน และมาตรการควบคุมความเสี่ยงของบริษัท
คณะกรรมาธิการมองว่าประเด็นดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงข้อบกพร่องทางเทคนิคของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการลงทุนเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทยในภาพรวม หากบริษัทหลักทรัพย์กลายเป็นช่องโหว่ในระบบการเงินที่ถูกใช้โดยเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
แกะรอยเครือข่ายฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มลงทุน
การตรวจสอบครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากปฏิบัติการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ที่ขยายผลจากคดีหลอกลวงข้าราชการเกษียณในจังหวัดปทุมธานี สูญเงินกว่า 1.4 ล้านบาท ก่อนพบเครือข่ายผู้เสียหายมากกว่า 30 ราย
ผลการสืบสวนพบว่าขบวนการดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนที่ตรวจสอบเบื้องต้นได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน และอาจสร้างความเสียหายรวมสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อเดือน โดยกลุ่มผู้กระทำผิดได้พัฒนารูปแบบการฟอกเงินจากการใช้ "บัญชีม้า" แบบเดิม ไปสู่การใช้โครงสร้างของตลาดทุนเป็นพื้นที่พักเงินและเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมาย
เจ้าหน้าที่พบว่าขบวนการใช้วิธีที่เรียกว่า "Poipet Circumvention" หรือการนำกลุ่มบัญชีม้าชาวไทยข้ามไปพำนักในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา เป็นเวลาหลายสัปดาห์ เพื่อทำหน้าที่สแกนใบหน้ายืนยันตัวตนและดำเนินธุรกรรมทางการเงินแทนเจ้าของบัญชีตัวจริง อันเป็นการหลบเลี่ยงมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถาบันการเงินไทย
ปฏิบัติการดังกล่าวนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 8 ราย ประกอบด้วยชาวไทย 7 ราย และชาวจีน 1 ราย พร้อมเข้าตรวจค้นเซฟเฮาส์ในคอนโดมิเนียมหรูย่านห้วยขวาง และสถานประกอบการที่ใช้เป็นฉากบังหน้าในการดำเนินกิจกรรมของเครือข่าย
นอกจากนี้ ผู้ต้องหาระดับสั่งการรายหนึ่งยังให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เงินที่ได้จากการหลอกลวงถูกโอนผ่านแอปพลิเคชันซื้อขายหุ้น โดยไม่ได้มีการลงทุนในหลักทรัพย์จริง ทำให้ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากสังคมและนักลงทุนจำนวนมา
Webull ยืนยันไม่เกี่ยวข้อง เร่งปิดช่องโหว่ภายใน 1 สัปดาห์
ภายหลังเกิดกระแสข่าว บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) ได้ออกมาชี้แจงว่า บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงิน และยืนยันว่าระบบ KYC ของบริษัทดำเนินการตามมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแล
นายชลเดช เขมะรัตนา ระบุว่า บริษัทมีทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท และเป็นบริษัทในเครือของ Webull Corporation ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็กของสหรัฐฯ จึงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการกำกับดูแลระดับสากลอย่างเคร่งครัด
บริษัทเปิดเผยว่าได้เร่งอุดช่องโหว่และปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์หลังพบปัญหา โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่
- ยกเลิกระบบถอนเงินแบบเรียลไทม์ 100% และเพิ่มระยะเวลาตรวจสอบธุรกรรม
- นำระบบ AI Scoring Model มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ
- เพิ่มกระบวนการตรวจสอบเชิงลึก (Enhanced Due Diligence: EDD) สำหรับบัญชีที่มีความเสี่ยง
- ใช้ฐานข้อมูลคัดกรองบุคคลความเสี่ยงสูงและบัญชีต้องสงสัยในระดับสากล
- ตรวจสอบย้อนหลังและพบบัญชีม้าประมาณ 40-50 บัญชี จากฐานลูกค้ามากกว่า 200,000 ราย หรือคิดเป็นไม่ถึง 0.03% ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งได้ดำเนินการปิดบัญชีและระงับการใช้งานแล้ว
ก.ล.ต. เตรียมยกระดับมาตรการทั่วอุตสาหกรรม
กรณีดังกล่าวยังกลายเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนเร่งทบทวนมาตรฐานป้องกันอาชญากรรมทางการเงินในอุตสาหกรรมทั้งหมด
โดย นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยก่อนหน่านี้ว่า เตรียมผลักดันมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์และการฟอกเงินชุดใหม่ เพื่ออุดช่องโหว่ในกระบวนการยืนยันตัวตนของผู้ลงทุน
มาตรการสำคัญที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ การกำหนดให้การฝากและถอนเงินต้องผ่านบัญชีธนาคารที่ได้รับการตรวจสอบ การยกระดับระบบ KYC แบบเรียลไทม์ รวมถึงการเพิ่มบทลงโทษต่อผู้ประกอบธุรกิจที่ละเลยการควบคุมความเสี่ยงจนกลายเป็นช่องทางของเงินผิดกฎหมาย
การเข้าชี้แจงของผู้บริหาร Webull ต่อคณะกรรมาธิการในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ จึงถูกจับตาในฐานะบททดสอบที่สำคัญของระบบกำกับดูแลตลาดทุนไทย ว่าจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินกับการป้องกันอาชญากรรมทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางความท้าทายจากเครือข่ายมิจฉาชีพที่พัฒนากลยุทธ์ซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุคดิจิทัล

