วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

แนสแด็กร่วง 4% หนักสุดตั้งแต่เม.ย. 2025 หลังนักลงทุนเทขายหุ้นชิป

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงแรงเมื่อคืน หลังหุ้นชิปถูกเทขายระลอกใหญ่ ส่งผลให้ดัชนีแนสแด็กร่วง 4% หนักสุดตั้งแต่ช่วงปั่นป่วนสงครามภาษีต้นปี 2025 เตรียมซื้อหุ้น IPO ของ SpaceX

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงแรงวันศุกร์ (5 มิ.ย.69) หลังหุ้นชิปถูกเทขายระลอกใหญ่ ส่งผลให้ดัชนีแนสแด็กร่วง 4% หนักสุดตั้งแต่ช่วงปั่นป่วนสงครามภาษีต้นปี 2025

 

แรงเทขายหุ้นชิประลอกนี้มีปัจจัยกระตุ้นไม่ชัดเจน นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่า ความผิดหวังจากการที่ Broadcom ไม่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ธุรกิจชิป AI ในคืนวันพุธ ทำให้กลุ่มหุ้นชิปเริ่มอ่อนตัวในวันพฤหัสบดี แต่แรงขายวันศุกร์ทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ขณะเดียวกัน การดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐหลังตัวเลขจ้างงานเดือนพฤษภาคมออกมาดีกว่าคาดมาก ก็ยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุน

ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite ดิ่งลง 4.18% ปิดที่ 25,709.43 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงแรงสุดนับตั้งแต่เมษายน 2025 ด้านดัชนี S&P 500 ร่วง 2.64% ปิดที่ 7,383.74 จุด ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ร่วง 695.15 จุด หรือ 1.35% มาปิดที่ 50,866.78 จุด ทั้งที่เพิ่งปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ไปเมื่อวันพฤหัสบดี

ในรอบสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ร่วงมากกว่า 2% ถือเป็นสัปดาห์แรกในรอบ 10 สัปดาห์ที่ปิดลบ ส่วน Nasdaq Composite ดิ่งลงรวม 4.7% ตามแรงขายวันศุกร์ ขณะที่ดาวโจนส์ซึ่งมีหุ้น 30 ตัว ปรับตัวลงเล็กน้อยตลอดสัปดาห์

กองทุนอีทีเอฟ iShares Semiconductor ETF ดิ่งลง 10% ซึ่งเป็นการร่วงรายวันที่แรงที่สุดตั้งแต่มีนาคม 2020 ขณะที่หุ้น Broadcom ร่วงลงต่อเกือบ 8% หลังจากดิ่งไปกว่า 12% ในวันพฤหัสบดี Marvell Technology ดิ่งเหว ลงมากกว่า 16% ส่วน Intel และ Advanced Micro Devices (AMD) ร่วงราว 11%

 

หุ้น Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำซึ่งเป็นดาวรุ่งของตลาดขาขึ้นรอบล่าสุด ไหลลงต่ออีก 13% หลังจากดิ่งไปแล้ว 8% เมื่อวันพฤหัสบดี

 

มาร์ก แฮกเก็ตต์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Nationwide กล่าวว่า “นักลงทุนเหมือนกำลังเอานิ้วจ่อปุ่มขายมาพักใหญ่แล้ว ไม่ได้จะหนีออกจากตลาดทั้งหมด แต่ถ้าคุณถือหุ้นเซมิคอนดักเตอร์หลายตัวมาตลอดสองเดือนที่ผ่านมา น้ำหนักมันก็เริ่มเพี้ยนไปจากเป้าหมายระยะยาว คุณต้องขายทำกำไรสักจุดหนึ่ง”

 

อีกสัญญาณหนึ่งของการลดเก็งกำไรในตลาดคือ บิตคอยน์ร่วงหลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2024

  • เตรียมเงินไว้ซื้อหุ้น SpaceX?

แม้จะร่วงแรงล่าสุด กองทุน iShares Semiconductor ETF ยังให้ผลตอบแทนบวก 79% นับตั้งแต่ต้นปี

การเทขายอย่างรุนแรงครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่นักลงทุนสายเทคโนโลยีกำลังเตรียมตัวต้อนรับการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ SpaceX ในสัปดาห์หน้า บริษัทร่วมทุนด้านอวกาศและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ อีลอน มัสก์ ซึ่งตั้งมูลค่ากิจการก่อนเข้าตลาดไว้สูงถึง 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ช่วยกระตุ้นความกระตือรือร้นให้กับอุตสาหกรรมนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลให้กับคนบางกลุ่มว่า การเปิดตัวของบริษัทอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงจุดสูงสุดของสิ่งทีกำลังคิดว่าเป็น "ฟองสบู่การลงทุน" ในทางกลับกัน คนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า การร่วงลงของหุ้นกลุ่มชิปและบิตคอยน์ในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนกำลังเทขายเพื่อเตรียมเงินในพอร์ตไว้สำหรับซื้อหุ้น IPO ดังกล่าว

 

“สำหรับคนที่ต้องการจะเข้าไปลงทุนในหุ้น IPO ของ SpaceX ในสัปดาห์หน้า มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่พวกเขาจะดึงเงินมาจากกองทุนที่ถือหุ้นเพลย์เซฟอย่าง Procter & Gamble เพื่อมาซื้อหุ้นนี้” แฮกเก็ตต์  จาก Nationwide กล่าว “เงินเหล่านั้นน่าจะมาจากหุ้นกลุ่ม AI, หุ้นเซมิคอนดักเตอร์, หุ้นกลุ่มที่มีแรงส่งแรง ๆ (Momentum) หรืออย่างน้อยก็เป็นหุ้นเทคโนโลยีโดยรวม ... และเมื่อก้อนหินเริ่มกลิ้งลงมาจากภูเขาเหมือนอย่างที่เราเห็นเมื่อวานนี้ คุณก็จะได้เห็นการเทขายที่ค่อนข้างโกลาหลตามมา”

  • จ้างงานแข็งแกร่งอาจจะทำให้เฟดขึ้นดอกเบี้ย

แรงร่วงของหุ้นเทคในวันศุกร์เกิดขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งบริษัทสื่อดาวโจนส์สำรวจคาดไว้ที่ 80,000 ตำแหน่งอย่างมาก ทำให้ตลาดกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อมุ่งต่อสู้เงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดีดขึ้นเหนือ 4.5% ขณะที่บอนด์ยีลด์ 30 ปี ขยับขึ้นเหนือ 5% ซึ่งเป็นระดับสำคัญที่ทำให้นักลงทุนบางส่วนกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นสำหรับบริษัทที่กำลังลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

 

ท่ามกลางการเทขายหุ้นเทค นักลงทุนหมุนเงินเข้าสู่หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นในวันศุกร์ โดยหุ้น Colgate-Palmolive ปรับขึ้น 4% Coca-Cola บวกมากกว่า 3% และ Johnson & Johnson เพิ่มขึ้น 2%