"หุ้นไทย" วันนี้ (5 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,592.26 จุด ปรับตัวลดลง 2.53 จุด หรือ 0.16% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากแรงขายในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เข้ากดดันดัชนี หลังมีการหมุนเวียนเงินลงทุนในสหรัฐจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่มาสู่หุ้นคุณค่า ด้านกลุ่มท่องเที่ยว-รพ. ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (5 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,592.26 จุด ปรับตัวลดลง 2.53 จุด หรือ 0.16% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,598.53 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,586.85 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 40,593.68 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- GULF ราคาปิด 67.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.74% มูลค่าซื้อขาย 3,001.82 ล้านบาท
- DELTA ราคาปิด 349.00 บาท ลดลง 7.00 บาท หรือ 1.97% มูลค่าซื้อขาย 2,427.74 ล้านบาท
- BH ราคาปิด 183.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท หรือ 3.39% มูลค่าซื้อขาย 1,921.10 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 203.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 1,855.84 ล้านบาท
- MINT ราคาปิด 22.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 2.25% มูลค่าซื้อขาย 1,490.06 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดแกว่งตัวไซด์เวย์ จากการผ่อนคลายความกังวลสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวต่ำกว่า 95 ดอลลาร์ ผลักดันน้ำหนักการลงทุนไหลกลับสู่หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและโรงพยาบาล
ด้านตัวเลขแรงงานสหรัฐตอกย้ำภาพรวมตลาดแรงงานชะลอตัวลง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเฉพาะจากการเดินหน้าผลักดันสเปซเอ็กซ์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เข้าสู่หุ้นคุณค่า หรือหุ้นที่พึ่งพิงมูลค่าพื้นฐาน
ปัจจัยภายในประเทศมีแนวโน้มได้รับผลดีจากการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนในประเทศ ช่วงวันที่ 10 มิ.ย. ปี 2569 จากการที่กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนหรือ Thailand ESG Fund และกองทุนรวมวายุภักษ์ 1 รวมถึงสถาบันอื่น ๆ จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนตามเกณฑ์คุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลใหม่
นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. คาดคงดอกเบี้ยต่อเนื่อง ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มธนาคาร ขณะเดียวกันยังได้ปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในรอบปี
แนวโน้มดัชนีในระยะต่อไป คาดแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,577-1,563 จุด แนวต้าน 1,591-1,581 จุด อาจปรับตัวขึ้นยืนเหนือระดับดัชนีก่อนเกิดสงครามได้ โดยมีเป้าหมายที่ระดับ 1,620 จุด และปัจจัยที่ต้องจับตาคือสัญญาณผลกระทบรองด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมของสหรัฐ และดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย เดือน พ.ค. ปี 2569
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำซื้อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากภาพการคลายความกังวลของสถานการณ์สงคราม และการหมุนเวียนเม็ดเงินจากหุ้นเทคโนโลยีไปสู่หุ้นคุณค่าอย่าง BH รวมถึง THAI จากส่วนแบ่งการตลาดกลับมาสู่ระดับ 40% และได้ประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบ สุดท้ายแนะนำ KBANK ได้ประโยชน์จากแนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ ธปท. และการปรับกลยุทธ์ไปสู่ธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง

