วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569

Login
Login

หุ้นไทย ‘กลุ่มส่งออก’ เสี่ยงโดนภาษีอีก 12.5% หลังสหรัฐจ่อใช้ ‘Section 301’ ต่อเนื่อง

หุ้นไทย ‘กลุ่มส่งออก’ เสี่ยงโดนภาษีอีก 12.5% หลังสหรัฐจ่อใช้ ‘Section 301’ ต่อเนื่อง

'สหรัฐ' จ่อใช้เซกชัน 301 ปมสินค้าใช้แรงงานบังคับ เรียกเก็บภาษีไทยในอัตรา 12.5% คาดมีผลบังคับใช้ก.ค.-ส.ค. นี้ แม้ผลกระทบโดยรวมจำกัด แต่ 'กลุ่มส่งออก' อาหารและยางพาราที่มีสัดส่วนรายได้สหรัฐสูง เช่น ITC, TU, STGT, STA จะต้องเผชิญความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่น

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS ระบุในบทวิเคราะห์ เกี่ยวกับกรณีที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR เผยแพร่รายงานการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 หรือ “เซกชัน 301” ตามกฎหมายว่าด้วยการค้าปี พ.ศ. 2517 ต่อประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยเสนอให้เรียกเก็บ “ภาษีนำเข้าเพิ่มเติม” ในกรอบ 10-12.5%

โดยสหรัฐมองว่ายังไม่มีมาตรการที่เพียงพอหรือมีประสิทธิภาพในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความ “เสี่ยงสูง” และคาดว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% 

BLS ประเมินว่า สาเหตุในการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมครั้งนี้ สะท้อนถึงความพยายามของสหรัฐในการปรับนโยบายภาษีนำเข้าใหม่ หลัง “โกลบอล ทาริฟ” ที่อัตรา 10% ภายใต้เซกชัน 122 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 ก.ค. ปี 2569 โดยคาดว่ามาตรการภาษีเซกชัน 301 จะเข้ามาทดแทนมาตรการเดิม และจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเร็วที่สุดในช่วงปลายเดือนก.ค.-ส.ค. ปี 2569

ผลกระทบ 'จำกัด' ธุรกิจปรับตัวได้-ดีมานด์สูง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยคาด “อยู่ในวงจำกัด” จากอัตราภาษีใหม่ที่ 12.5% ยังต่ำกว่าระดับ 19% ที่ตลาดเคยกังวลในช่วงก่อนหน้า อีกทั้งผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าสหรัฐ ได้รับรู้และปรับตัวต่อความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้ามาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าความต้องการสินค้าไทยในตลาดสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง มูลค่าการส่งออกไทยไปยังสหรัฐช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 ขยายตัวสูง 42.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และหากหักกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่คาดว่าจะได้รับการยกเว้นภาษีออกไป การส่งออกสินค้ากลุ่มอื่น ๆ ยังขยายตัวได้ถึง 17% 

ในส่วนของสินค้าที่คาดว่าจะได้รับการ  “ยกเว้นภาษีนำเข้า” ตามข้อเสนอ ประกอบด้วย สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนสำคัญ เช่นโทรศัพท์และชิ้นส่วน, เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, แล็ปท็อป, ซีพียู รวมถึงระบบแผงวงจรรวม, ยาและเวชภัณฑ์, เคมีภัณฑ์อินทรีย์, เครื่องบินและชิ้นส่วนอากาศยาน, โลหะและแร่หายาก, พลังงาน, กาแฟ, เนื้อวัว, รวมถึงผักและผลไม้บางชนิด

กระนั้น สินค้าส่งออกบางกลุ่มของไทยอาจเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดสหรัฐ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับ “ประเทศคู่แข่ง” ในภูมิภาคที่เสนอมาตรการป้องกันและอาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตราที่ต่ำกว่า เช่น อินโดนีเซีย ที่คาดถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมเพียง 10% ในกลุ่มสินค้าเครื่องจักรไฟฟ้าและยางพารา

ดังนั้น ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสินค้าสวมสิทธิ์ รวมถึงสนับสนุนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าและรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานไทย

จับตา ITC, TU, STGT, STA สัดส่วนรายได้สหรัฐสูง

สำหรับตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากหากไม่รวมรายได้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สัดส่วนรายได้จากสหรัฐ ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยภายใต้การวิเคราะห์ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.5% ของรายได้รวม

อย่างไรก็ตาม มีบางกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและยางพาราที่มีสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐ สูง ซึ่งบริษัทสำคัญในกลุ่มนี้ที่มีความอ่อนไหวต่อมาตรการภาษีดังกล่าว ได้แก่

  • บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐ ราว “50%” ของรายได้รวม
     
  • บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐ ราว “39%”
     
  • บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐ ราว “20%”
     
  • บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐ ราว “15%”

ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากมาตรการเซกชัน 301 ถูกเรียกเก็บเพิ่ม "บนฐานภาษีเดิม" จะส่งผลให้อัตราภาษีรวมเพิ่มขึ้นเป็น 22.5% สร้างแรงกดดันต่อการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ เนื่องจากผู้บริโภคอาจชะลอการสั่งซื้อ ขณะที่การผลักภาระต้นทุนมายังผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าอาจต้องใช้เวลา