กระแส “หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์” ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันด้าน AI ที่เร่งตัวทั่วโลก โดยเม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลเข้าสู่กลุ่ม “ชิปและฮาร์ดแวร์” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยียุคใหม่ ขณะที่จีนเดินหน้าผลักดันนโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี หนุนหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และซัพพลายเชน AI ปรับตัวโดดเด่น ด้าน “กูรู” มองว่า กลุ่มชิปจีนยังน่าสนใจสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้นตามกระแส AI แม้ Valuation หลายบริษัทเริ่มตึงตัว
“ธนพงศ์ เจริญวัฒนกิจ” ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จีนในปี 2569 กลายเป็นหนึ่งใน “กลุ่มหุ้นเด่น” จากแรงหนุนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการพึ่งพาตะวันตก แม้ Hua Hong Semiconductor และ Semiconductor Manufacturing International Corporation หรือ SMIC ยังเข้าไม่ถึงเครื่องจักรผลิตชิปขั้นสูงจากสหรัฐ และยุโรป แต่จีนปรับกลยุทธ์สู่การพัฒนาเทคโนโลยีด้วยทรัพยากรภายในประเทศ
ขณะที่ Huawei และ Alibaba Group เร่งพัฒนาชิปของตนเอง โดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมชิป มากกว่าการแข่งขันลดขนาดสู่ระดับ 2-3 นาโนเมตร ทั้งนี้ Huawei ตั้งเป้ายกระดับชิป 5 นาโนเมตร ให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าชิป 1.4 นาโนเมตร ภายในปี 2574 ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ผลิตชิปต้นน้ำของจีน
ขณะเดียวกัน หุ้นเซมิคอนดักเตอร์จีนยังร้อนแรงต่อเนื่อง โดย Hua Hong Semiconductor ปีนี้พุ่งแล้วกว่า 100% หลังปี 2568 บวกถึง 240% ดันผลตอบแทนสะสมกว่า 300-400% ในรอบกว่า 1 ปี
ด้าน Zhongji Innolight ซัพพลายเออร์ของ NVIDIA ปีนี้เพิ่มขึ้น 84% หลังปีก่อนทะยาน 394% Cambricon Technologies บวก 51% ต่อจากปีก่อนที่เพิ่มขึ้น 106% และ Semiconductor Manufacturing International Corporation หรือ SMIC ปีนี้ขยับขึ้น 21% หลังปีก่อนพุ่ง 124%
อย่างไรก็ตาม กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จีนยังเหมาะสำหรับ “เก็งกำไรระยะสั้น” ตามกระแส AI แต่ Valuation หลายบริษัทเริ่ม “ตึงตัว”
นักลงทุนจึงควรกำหนดจุดตัดขาดทุน เพื่อบริหารความเสี่ยง
“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า เซมิคอนดักเตอร์กำลังกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิแข่งขันร้อนแรงที่สุดของโลก หลังความต้องการชิปสำหรับเทคโนโลยี AI และระบบประมวลผลขั้นสูงเพิ่มขึ้น จนเกิดภาวะ “คอขวด” จากกำลังผลิตที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
ขณะที่ ประเทศจีนได้เร่งใช้ยุทธศาสตร์การไล่กวดเทคโนโลยีสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบนิเวศ AI และอุตสาหกรรมชิปของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว
โดยหนึ่งในข้อได้เปรียบหลักคือ “ต้นทุนการผลิต” ที่จีนสามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีกว่าหลายประเทศ รวมถึงการเป็นแหล่งสำคัญของวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ลิเธียม และแร่หายาก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่
“ทิวา ชินธาดาพงศ์” นายก สมาคมนักลงทุนประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จีนกำลังเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” หลังรัฐบาลจีนเร่งผลักดันยุทธศาสตร์การพึ่งพาตนเองเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐ และเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานชิป ท่ามกลางกระแส AI ที่เติบโตทั่วโลก
ทั้งนี้ จีนส่งสัญญาณให้บริษัทเทคโนโลยีลดการพึ่งพาชิปจาก NVIDIA และหันมาสนับสนุนผู้เล่นในประเทศอย่าง HiSilicon เป็นบริษัทออกแบบชิปเซมิคอนดักเตอร์ในเครือของ Huawei และ Baidu เพื่อสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้จีนยังเข้าไม่ถึงเครื่อง EUV จาก ASML แต่ Huawei เริ่มพัฒนาแนวทางใหม่ เช่น การส่งข้อมูลทางแสง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพชิปแทนการแข่งลดขนาดนาโนเมตรเพียงอย่างเดียว
“AI กลายเป็น New Demand ที่ผลักดันความต้องการชิปทั่วโลก ส่งผลให้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นแรง ขณะที่จีนเดินหน้าสร้างระบบ AI และเทคโนโลยีของตนเองแยกจากสหรัฐฯ มากขึ้น สะท้อนภาพการแบ่งขั้วเทคโนโลยีโลกที่ชัดเจน”
สำหรับ ด้านกลยุทธ์ลงทุน มองว่าหุ้นชิปจีนเริ่มมีความเสี่ยงจากแรงเก็งกำไร นักลงทุนจึงควรมองหาโอกาสใหม่ใน Supply Chain และธุรกิจที่ยังมีอัปไซด์ มากกว่าวิ่งตามหุ้นที่ปรับขึ้นร้อนแรงแล้ว

