“หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ” หรือ Biotech และเครื่องมือแพทย์ กำลังกลับมาเป็นที่จับตาของนักลงทุนทั่วโลก หลังความกังวลการระบาดของ “ไวรัสฮันตาและอีโบลา” กระตุ้นแรงเก็งกำไรในหุ้นวัคซีนและยารักษาโรค ขณะเดียวกันกระแสยารุ่นใหม่ กับการใช้ AI วิจัยยา ยังช่วยหนุนราคาหุ้นให้ปรับตัวขึ้น
แม้อุตสาหกรรมดังกล่าวมีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว แต่ทว่า “กูรู” ระบุ ยังมีความเสี่ยงจากผลทดลองยา ความผันผวนของตลาด และแรงกดดันจาก “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ดังนั้นการลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือ ETF มากกว่าการเลือกหุ้นรายตัว ถือเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว
“ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ หรือ Biotech และเครื่องมือทางการแพทย์ หรือ Medical Devices กำลังกลายเป็นธีมการลงทุนที่ได้รับความสนใจอย่างมากในตลาดทุนโลก
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่ม Healthcare และ Biotech ฟื้นตัวแรง มาจากความกังวลเกี่ยวกับการกลับมาของโรคระบาด เช่น ไวรัสฮันตา และอีโบลาส่งผลให้นักลงทุนกลับเข้ามาเก็งกำไรในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน ยารักษาโรค และเครื่องมือแพทย์
ขณะเดียวกัน กระแส Patent Cliff ที่สิทธิบัตรยาของบริษัทยารายใหญ่ทยอยหมดอายุ กำลังหนุนดีล M&A หรือ การเข้าซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการ ในกลุ่มไบโอเทค ขณะเดียวกันการนำ AI และ Data Center มาใช้วิจัยยาและ Gene Therapy โดยบริษัทอย่าง Eli Lilly และ Novo Nordisk กำลังกลายเป็นเมกะเทรนด์ใหม่ที่ช่วยเร่งนวัตกรรมทางการแพทย์ทั่วโลก ทำให้หุ้นกลุ่มไบโอเทคหลายแห่งถูก “เก็งกำไร” อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มดังกล่าวถูกผลักดันจากความคาดหวังมากกว่าผลประกอบการจริง โดยเฉพาะข่าวการระบาดของโรคและกระแส M&A แต่ทว่าในระยะสั้นนักลงทุนควรระมัดระวัง เนื่องจากการปรับขึ้นของราคาหุ้นจำนวนมากยังขับเคลื่อนด้วยกระแสข่าวมากกว่าการเติบโตของผลกำไรที่แท้จริง ขณะที่แนวโน้มระยะยาวของอุตสาหกรรมยังน่าสนใจจากกระแสนวัตกรรมทางการแพทย์และการนำ AI เข้ามาใช้ในการวิจัยยา
โดยกลยุทธ์การลงทุนในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า นักลงทุนควรระมัดระวังแรงขายทำกำไรและความผันผวนของตลาด โดยเฉพาะหากกระแสความกังวลเรื่องโรคระบาดเริ่มลดลง หรือนวัตกรรมใหม่ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้หุ้นกลุ่มไบโอเทคปรับตัวขึ้นมาจากความสำเร็จของการพัฒนายารุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มยาลดน้ำหนักประเภท GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก
ทั้งนี้ เมื่อบริษัทผู้พัฒนายาสามารถประกาศผลการทดลองที่มีประสิทธิภาพสูง หรือมีความคืบหน้าเชิงบวก ราคาหุ้นมักตอบสนองทันที และในหลายกรณีราคาหุ้นจะวิ่งนำหน้าผลประกอบการจริงไปก่อน เนื่องจากตลาดให้มูลค่ากับศักยภาพในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มอุตสาหกรรมไบโอเทคยังเติบโตดี แต่หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีความผันผวนสูงจากความเสี่ยงด้านนโยบายควบคุมราคายา รวมถึงความไม่แน่นอนของการวิจัยและทดลองยาในแต่ละเฟส ซึ่งหากผลไม่เป็นไปตามคาดอาจกดดันราคาหุ้นรุนแรงได้ทันที
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนทั่วไปไม่ควรเลือกลงทุนในหุ้นไบโอเทคเป็นรายตัว เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงเพราะแต่ละบริษัทมีสถานะธุรกิจแตกต่างกัน บางแห่งยังอยู่ในช่วงวิจัยและพัฒนา (R&D) ขณะที่บางบริษัทเริ่มมีรายได้จากการจำหน่ายยาแล้ว
ดังนั้น ทางเลือกที่เหมาะสมคือการลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือ ETF ที่เน้นหุ้นกลุ่ม Biotech และ Healthcare เนื่องจากช่วยกระจายความเสี่ยง และมีผู้จัดการกองทุนหรือผู้เชี่ยวชาญคอยติดตามพัฒนาการของยาแต่ละตัวอย่างใกล้ชิด
“บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า หุ้นไบโอเทคถือเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อข่าวการวิจัย ผลการทดลองยา และกฎระเบียบภาครัฐมากที่สุดในบรรดากลุ่ม Healthcare
ทั้งนี้ หุ้นในกลุ่มที่ทำผลงานโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมาอาจไม่ใช่กลุ่มไบโอเทคโดยตรง แต่เป็นกลุ่ม Healthcare Equipment หรือเครื่องมือทางการแพทย์มากกว่า เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีทางการแพทย์และมีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบน้อยกว่า
นอกจากนี้ หุ้นไบโอเทคมีความเสี่ยงสูงจากกระบวนการวิจัยและทดลองยาที่ต้องผ่านหลายเฟสก่อนรับรองจาก Food and Drug Administration หรือ FDA หากไม่สำเร็จอาจกลายเป็นต้นทุนจมทันที ขณะเดียวกันยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อและ Bond Yield ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงและตลาดหุ้นทั่วโลก
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำว่า นักลงทุนควรใช้วิธี Selective Buy หรือเลือกลงทุนเฉพาะบริษัทที่มีความก้าวหน้าทางการวิจัยชัดเจน และมีโอกาสได้รับอนุมัติในเชิงพาณิชย์สูง ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ Bond Yield อยู่ในทิศทางขาขึ้น นักลงทุนควรทยอยขายทำกำไรบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง และรอจังหวะตลาดปรับฐานก่อนกลับเข้าไปลงทุนใหม่

