วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน 2569

Login
Login

AI ดันหุ้นชิ้นส่วนฯ พุ่งไม่หยุด ถึงจุดต้องระวังหรือยัง? เมื่อ ตลท.ทยอยสกัดความร้อนแรง

AI ดันหุ้นชิ้นส่วนฯ พุ่งไม่หยุด ถึงจุดต้องระวังหรือยัง? เมื่อ ตลท.ทยอยสกัดความร้อนแรง

กระแส AI ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญให้หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างคึกคัก แต่ความร้อนแรงของราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องทยอยใช้มาตรการกำกับการซื้อขายกับหลายหลักทรัพย์ในกลุ่ม ล่าสุด HANA ถูกขึ้น Cash Balance ระหว่างวันที่ 2-19 มิ.ย.2569 รวมถึง DW ที่อ้างอิง DELTA บางรุ่น ขณะที่ก่อนหน้านี้ CCET และ SMT ก็ถูกนำเข้ามาตรการเดียวกัน สะท้อนการจับตาความเคลื่อนไหวของหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังร้อนแรงเกินปกติในช่วงนี้

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยยังคงมีมุมมองค่อนข้างระมัดระวัง เนื่องจากราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นเกินกว่ามูลค่าพื้นฐานที่เหมาะสมแล้ว
 

อย่างไรก็ตาม แม้นักลงทุนบางส่วนจะมองว่า มาตรการกำกับดูแลการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความเข้มงวดมากเกินไปจนกระทบสภาพคล่อง แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์ มาตรการดังกล่าวถือว่ามีความจำเป็นในช่วงที่ราคาหุ้นหลายตัวปรับตัวขึ้นเกินพื้นฐาน

"เมื่อราคาหุ้นบางตัวปรับขึ้นเกินมูลค่าพื้นฐานมากกว่า 25% ตลาดหลักทรัพย์จำเป็นต้องเข้ามาดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงและเตือนนักลงทุน โดยเฉพาะในภาวะที่มีแรงเก็งกำไรไหลเข้าตามกระแส AI อย่างคึกคัก" 

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศ จะพบว่าหุ้นเทคโนโลยียังคงเป็นกลุ่มหลักของเศรษฐกิจโลก โดยตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้มีสัดส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของกลุ่มเทคโนโลยีสูงถึงประมาณ 40% ของตลาด ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีสัดส่วนเพียง 20-25% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ระดับ Valuation โดยหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Nvidia, Samsung และ Micron ยังมีแนวโน้มกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ขณะที่ Micron มี Forward PE เพียงประมาณ 8 เท่า แต่ DELTA ของไทยมีค่า PE สูงถึงราว 100 เท่า และแม้กำไรจะเติบโตในปีหน้า ระดับ PE ก็ยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของโลก

สำหรับกลยุทธการลงทุนในหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทย มีหุ้นเพียงตัวเดียวที่ยังได้รับคำแนะนำ "ซื้อ" คือ CCET โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 8.50 บาท เนื่องจากคาดว่ายอดขายในไตรมาส 2/2569 จะเติบโตโดดเด่นจากการขยายธุรกิจเข้าสู่กลุ่ม Server และ Storage ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรม AI และมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจเดิม

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการ Cash Balance ที่ถูกนำมาใช้กับหุ้นอย่าง CCET อาจทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นได้ช้าลงในระยะสั้น แต่ก็เป็นโอกาสให้นักลงทุนกลับมาพิจารณาปัจจัยพื้นฐานมากกว่าการเก็งกำไรตามกระแส

ส่วนหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอย่าง DELTA HANA และ KCE ยังคงได้รับคำแนะนำ "ขาย" เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Downside ประมาณ 20-30% เมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐานที่ประเมินไว้

ทั้งนี้ หากนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรตามทิศทางหุ้น AI ในต่างประเทศ อาจเลือกติดตามจังหวะการลงทุนใน DELTA ซึ่งยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับหุ้นเทคโนโลยีโลก แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงจากระดับมูลค่าที่ค่อนข้างสูง

ขณะเดียวกัน ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท.ประกาศให้หุ้น HANA เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 หรือ Cash Balance โดยห้ามคำนวณวงเงินซื้อขายและกำหนดให้ซื้อขายด้วยบัญชีเงินสด มีผลตั้งแต่วันที่ 2-19 มิถุนายน 2569

นอกจากนี้ ยังมีการนำใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ที่อ้างอิงหุ้น DELTA จำนวน 2 รุ่น ได้แก่ DELTA01P2608A และ DELTA01P2609A เข้าสู่มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ระหว่างวันที่ 2-5 มิถุนายน 2569

ก่อนหน้านี้ ตลท. ได้ประกาศให้หุ้น SMT เข้ามาตรการ Cash Balance ระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม-16 มิถุนายน 2569 และหุ้น CCET ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม-15 มิถุนายน 2569 สะท้อนการเข้มงวดดูแลหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับแรงเก็งกำไรอย่างคึกคักในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้กระแส AI จะยังเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม แต่การลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าวควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและระดับมูลค่าอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาหุ้นหลายตัวปรับตัวขึ้นนำผลประกอบการไปมากแล้ว