“ตลาดหุ้นไทย” กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ จากปัญหา “การกระจุกตัวของสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย” (Free Float) ในหุ้นขนาดใหญ่บางตัว ซึ่งกลายเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้ดัชนีภาพรวมมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะกรณีของ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่ราคาพุ่งทะยานตามกระแสเทคโนโลยีและ AI ของโลก จนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลขับเคลื่อนดัชนีหุ้นไทยอย่าง “มหาศาล” สะท้อนผ่านระยะเวลาไม่ถึง 5 เดือน กลายเป็นหุ้นปรับตัวขึ้นมา “เท่าตัว” และมี “มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด” (มาร์เก็ตแคป) 4.22 ล้านล้านบาท
โดยประเด็นดังกล่าวกำลังสร้าง “ความกังวล” ว่า ตลาดหุ้นไทยอาจเสี่ยงหลุดจากการคำนวณของดัชนีระดับสากล อย่าง อย่าง ดัชนีอ้างอิงของบริษัท Morgan Stanley Capital International (MSCI) เนื่องจากมี “อัตราการหมุนเวียน” (Turnover) ระดับต่ำ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นอินโดนีเซียมาแล้ว
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์เชิงลึก กรณีของ DELTA พบว่า แม้ตามเกณฑ์อย่างเป็นทางการจะระบุว่า “หุ้น DELTA” มีสัดส่วน Free Float อยู่ที่ 23% แต่ในความเป็นจริง มีบัญชีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 3 บัญชีที่ถือครองหุ้นรวมกันอยู่ถึงประมาณ 48% ซึ่งในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา บัญชีเหล่านี้ไม่มีการเคลื่อนไหวในการซื้อขายเลย หากหักบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวเหล่านี้ออกไป Free Float ที่แท้จริงของ DELTA จะเหลือเพียงราว 10% หรือต่ำกว่านั้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างและการกระจุกตัวของดัชนี อย่าง SET50
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปัญหาการกระจุกตัวฟรีโฟลต์ของหุ้นดังกล่าว โดยตลท. ได้เข้าร่วมหารือกับทั้งบริษัท DELTA และบริษัทแม่ของ DELTA เพื่อร่วมกันหาแนวทางเพิ่มสภาพคล่องในตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินการไปแล้วบางส่วน เช่น การแตกพาร์ และการออกหุ้นกู้
แต่อย่างไรก็ดี หากพิจารณาที่ปัจจัยพื้นฐาน DELTA ยังคงมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง มีการบริหารจัดการที่ดี และเด่นในด้านให้ความสำคัญเด่นด้านเกณฑ์ความยั่งยืน (ESG) จนได้รับการยอมรับในระดับสากลจาก S&P Global
“แน่นอนว่า ผลกระทบของหุ้น DELTA ต่อดัชนี เช่น SET50 ในลักษณะที่อาจมีความผันผวนสูงในบางช่วง แต่ในภาพรวมของดัชนี SET นั้น ยังเป็นการคำนวณตามพื้นฐานปกติ”
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่เม็ดเงินไหลไปกระจุกตัวและให้พรีเมียมบนมูลค่า (Valuation) กับหุ้น DELTA สูงเกินจริง เพราะส่วนหนึ่งมาจากตามเทรนด์เทคโนโลยี และ AI ของโลก ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยขาดแคลนทางเลือกใน “อุตสาหกรรมใหม่” (New Economy) ซึ่งแม้ ที่ผ่านมา ตลท. จะออกผลิตภัณฑ์อย่าง DR เข้ามาเสริม แต่ปริมาณซื้อขายยังน้อยมากไม่ถึง 2% ของตลาดรวม
ดังนั้น มองว่าแม้การปรับเกณฑ์เทรดอื่น ๆ จะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือ ตลท. จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดกับเกณฑ์ฟรีโฟลตให้มากขึ้น เพื่อลดการกระจุกตัว และลดอิทธิพลของหุ้นบางตัวที่มีผลต่อดัชนีสูงเกินไปอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะดัชนี SET50
ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจ ETRON โดยพบว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาและปริมาณการซื้อขายปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์ “เชิงบวก” จากการประกาศผลการดำเนินงานที่ออกมาดี และแผนการลงทุนของบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI และ Data center ทั้งในและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม บางหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจดังกล่าวมีระดับราคา ปริมาณการซื้อขาย และอัตราการหมุนเวียนเปลี่ยนมือ (Turnover ratio) ปรับตัวขึ้นอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) และอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงสภาพการเก็งกำไรสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจดังกล่าว
ขอแจ้งว่าหากพบสภาพการซื้อขายผิดปกติ เช่น ราคา ปริมาณ หรืออัตราการหมุนเวียนเปลี่ยนมือ ที่สะท้อนถึงภาวะการเก็งกำไรสูง โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน หรือเมื่อเข้ามาตรการกำกับการซื้อขายแล้ว สภาพการซื้อขายยังคงไม่สอดรับกับปัจจัยพื้นฐาน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะพิจารณาใช้มาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 หรือยกระดับมาตรการกำกับการซื้อขาย (ระดับ 2 และ 3) ต่อไป ปัจจุบันมีหลักทรัพย์ CCET และหลักทรัพย์ SMT อยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 และหลักทรัพย์ DELTA ที่ยังอยู่ใน Cooling period ซึ่งอาจพิจารณายกระดับมาตรการได้
ดังนั้น ขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาข้อมูลปัจจัยพื้นฐานและข้อมูลสารสนเทศอื่น ๆ ที่สำคัญ ก่อนตัดสินใจซื้อขาย ทั้งนี้ มาตรการกำกับการซื้อขายให้สมาชิกดำเนินการ ดังนี้
ระดับ 1 : ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance (ซื้อด้วยเงินสด 100%)
ระดับ 2 : ระดับ 1 + ห้าม Net settlement และให้ซื้อขายด้วยวิธี Auction
ระดับ 3 : หยุดพักการซื้อขาย 1 วัน ในวันทำการแรก และเมื่อให้กลับมาซื้อขายได้ จะยังคงใช้มาตรการระดับที่ 2
ด้าน Cooling period คือ ในช่วงเวลา 1 เดือนหลังพ้นจากมาตรการ หากพบความผิดปกติ หลักทรัพย์จะถูกนำกลับเข้ามาในมาตรการ หรือนำกลับเข้ามาในระดับมาตรการที่สูงขึ้นหากสภาพการซื้อขายผิดปกติมากขึ้น

