แม้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ BDMS หรือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) จะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยฤดูกาล ภาวะเศรษฐกิจ และผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบผู้ป่วยต่างชาติบางส่วน แต่บรรดานักวิเคราะห์จาก 5 บริษัทหลักทรัพย์ยังคงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อหุ้น BDMS พร้อมแนะนำ “ซื้อ” ต่อเนื่อง
โดยมองว่า ราคาหุ้น ปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว ขณะที่แนวโน้มครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัวดีขึ้น จากการกลับมาของผู้ป่วยต่างชาติ การเข้าสู่ช่วง High Season ของโรคตามฤดูกาล รวมถึงแรงหนุนจากการควบคุมต้นทุนและการออกแพ็กเกจบริการใหม่เพื่อกระตุ้นรายได้
ทั้งนี้ บล.บัวหลวง คาดกำไรหลักไตรมาส 2/69 จะลดลง YoY และ QoQ จากปัจจัยกดดันหลัก ได้แก่
1) การระงับเที่ยวบินระหว่างประเทศในช่วงต้นไตรมาส ซึ่งกระทบผู้ป่วยต่างชาติที่เป็นเคสซับซ้อน (โดยปกติคิดเป็น28–29%ของรายได้หลัก)
และ 2) ผู้ป่วยเงินสดเลื่อนการรักษาที่ไม่เร่งด่วนออกไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่เอื้ออำนวยคาดว่าอัตรากาไรขั้นต้นจะอยู่ราว 35% ก่อนฟื้นตัวแข็งแกร่งในไตรมาส 3/69 หนุนโดยการระบาดของโรคติดต่อที่เข้าสู่ฤดูกาลและปริมาณเที่ยวบินตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น (โดยปัจจุบันปริมาณเที่ยวบินดูเหมือนฟื้นกลับมาแล้วราว 80–90% ของระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง) สิ่งที่เปลี่ยนแปลงกำไรหลักไตรมาส 1/69 คิดเป็น 24% ของประมาณการกำไรปี 2569 ของเราที่ 1.69 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังที่ไตรมาสแรกคิดเป็นประมาณ 25% ของกาไรทั้งปี
สำหรับ คำแนะนำยังคงคาแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2569 ที่ 25บาท ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER 17 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ 1.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่เราให้คำแนะนำที่ 17 เท่า เรามองว่า แรงกดดันต่ออัตรากาไรขั้นต้นในระยะสั้นเป็นเพียงชั่วคราวเนื่องจากคาดว่ารายได้ผู้ป่วยต่างชาติที่มีมาร์จิ้นสูงจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังความสามารถในการเดินทางทางอากาศกลับสู่ภาวะปกติ และธุรกิจผู้ป่วยต่างชาติ กลับสู่ระดับเดิม
ด้าน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มไตรมาส 2/2569 คาดผลประกอบการอ่อนตัว QoQ ตามปัจจัยฤดูกาลขณะที่มีโอกาสฟื้นตัว YoY จากกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ฟื้นตัว และผู้ป่วยในประเทศที่เริ่มใช้บริการมากขึ้นจาก pent-up demand นอกจากนี้บริษัทยังมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากโอกาสทยอยรับรู้รายได้เงินเคลมประกันจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงไตรมาส 2/2569-ไตรมาส 3/2569 ครึ่งปีหลังเรามองว่า ผลประกอบกํารจะดีกว่าครึ่งปีแรกจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คาดจะเริ่มคลี่คลาย
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” แม้แนวโน้มกำไรระยะสั้นยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจและสถานการณ์ตะวันออกกลางแต่เรามองว่า ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้วโดยปัจจุบันซื้อขายที่ PER 5 ปีระดับ -1.5SD ซึ่งถือว่าค่อนข้างถูกขณะที่บริษัทมีการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ผ่านการเพิ่มสต็อกจาก 1 เดือนเป็น 3 เดือน และการล็อกราคาล่วงหน้าโดยยังไม่พบแรงกดดันด้านต้นทุนที่มีนัยสำคัญ เราคงมูลค่าพื้นฐานปีนี้ที่ 24.70 บาท อิงวิธี DCF ภายใต้สมมติฐาน WACC ที่ 8.1% และ Terminal Growth 2%
ขณะที่ บล.โกเบล็ก ระบุว่า แนวโน้มไตรมาส 2/2569 มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง YoY เบื้องต้นเดือน เม.ย.69 +1%YoY จากกลุ่มผู้ป่วยคนไทยที่เติบโต 2%YoY ส่วนผู้ป่วยต่างชาติ -3%YoY จากฐานผู้ป่วยกัมพูชาที่หายไป และกลุ่ม Middle East -36%YoY ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน ทำให้เดินทางเข้ามารับการรักษาได้ยากขึ้น หากไม่รวมผู้ป่วยกัมพูชาและ Middle East รายได้ผู้ป่วยต่างชาติยังเติบโต 10%YoY
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังแจ้งยอด Booking ณ สิ้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาเพื่อเข้ามารับการรักษาของผู้ป่วยต่างชาติยังคงแข็งแกร่งที่ 33,000 ราย หากพิจารณาเฉพาะกลุ่ม Middle East อยู่ที่ 2,000 ราย และรายได้กลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า
ทั้งนี้ คงประมาณการรายได้และกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 115,419 ล้านบาท +4%YoY และ 16,652 ล้านบาท +5%YoY ตามลำดับ ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของบริษัทที่ประเมินรายได้ปีนี้เติบโตราว 2-4% แม้ได้รับผลกระทบจากกลุ่มผู้ป่วย Middle East และกัมพูชาที่หายไปบางส่วนแล้วแต่ถูกชดเชยจากผู้ป่วยต่างชาติกลุ่มอื่นๆ ที่ยังมีโมเมนตัมเติบโตดี อาทิ USA Myanmar และ Europe รวมทั้งลูกค้ากลุ่ม Wellness (สัดส่วน 12%) ยังมีแนวโน้มเติบโตดีเช่นกัน
นอกจากนี้ บริษัทนำเสนอแพ็กเก็จต่าง ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าคนไทยมากขึ้น ขณะที่แผนการลงทุนในปีนี้ถูกรัดเข็มขัดมากขึ้น และเลือกพิจารณาลงทุนเท่าที่จำเป็นเท่านั้นคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม BDMS ที่ 28.20 บาท เราคงราคาเหมาะสม BDMS ปี 69 ที่ 28.20 บาท โดยอิง Prospective PE ที่ 26.9x ณ ระดับค่าเฉลี่ย 5 ปี และอยู่ที่ระดับเพียง -1SD ของค่าเฉลี่ยกลุ่มโรงพยาบาล 7-8 ปี ซึ่งค่าเฉลี่ยในอดีตอยู่ที่ราว 36.5x และคงประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 69 ที่ 1.05บาท/หุ้น
ด้าน บล.เอเอสแอล เปิดเผยว่า ยังคงประมาณการรายได้ทั้งปีที่ 110,522 ล้านบาท (-0.9%) และกำไรสุทธิ 14,714 ล้านบาท (-7.2%) ซึ่งค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยมกว่าเป้าผู้บริหารเนื่องด้วยผลของภาวะเศรษฐกิจเป็นหลักซึ่งเดิมการเติบโตค่อนข้างจำกัดจากรายได้ผู้ป่วยกัมพูชาที่จะลดลงเต็มปี ประกอบกับผลของภาวะสงครามในตะวันออกกลางซึ่งยังไม่สามารถเห็นความชัดเจน (ช้า-เร็ว) ของการกลับมาของผู้ป่วยในระดับเดียวกันกับช่วงก่อนสงครามทั้งนี้รายได้ และกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 ออกมาใกล้เคียงกับที่เราคาดซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 25.5% และ 27.6%ของประมาณการทั้งปีขณะที่ช่วงไตรมาส 2/2569 มองจะเป็นจุดต่ำสุดของปีคาดชะลอลงทั้ง QoQ และ YoY ในระดับ High single digit นอกจากปัจจัยของ Low season แล้ว ยังมีฐานของรายได้กัมพูชาในปีก่อน ประกอบกับผลของสงครามตะวันออกกลางคงราคาเหมาะสมที่ 22.80 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเหมาะสม 22.80 บาท/หุ้น ด้วยวิธี DCF ที่ WACC 8.02%, beta ที่ 1.0 และ Terminal growth 1.2% โดยการปรับเพิ่มค่า beta ขึ้นมาให้เท่ากับตลาดเพื่อสะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรมเพิ่มความระมัดระวังในการประมาณการ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และค่า Terminal growth ตามเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตต่าปัจจัยเสี่ยงความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ
ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ยังคงประมาณการกําไรสุทธิทั้งปี 69 ไว้ที่ 15,918 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.7%YoY ภายใต้สมมติฐานรายได้ รพ.ที่ 108,187 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6%YoY ซึ่งถือว่า Conservative มากกว่ามุมมองผู้บริหารที่ยังคงเป้าการเติบโตของรายได้ รพ.อยู่ที่ 2-4%YoY ทั้งนี้เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แม้เริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลงบ้าง แต่ข้อจํากัดด้านการเดินทางระหว่างประเทศยังคงเป็นอุปสรรคสําคัญ อีกทั้งสนามบินหลายแห่งยังอยู่ระหว่างการฟื้นฟู ส่งผลให้จํานวนเที่ยวบินยังไม่กลับสูภาวะปกติขณะที่ราคาตั๋วเครื่องบินยังทรงตัวสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน
ฝ่ายวิจัยคงราคาเหมาะสมปี 69 อิง DCF อยู่ที่ 23.00 บาท โดยมี Upside สูงถึง 24% จากราคาหุ้นปัจจุบันโดยมองว่าราคาหุ้นยังไม่สะท้อนศักยภาพการฟื้นตัวของผลการดําเนินงานอย่างเต็มที่ภายหลังจากถูกกดดันด้วยประเด็นสงครามอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักการฟื้นตัวช่วงครึ่งหลังมากกว่าครึ่งปีแรก จากแรงหนุน Pent-up demand ของผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายมากขึ้นประกอบกับการเข้าสู่ช่วง High season ของผู้ป่วยไทย และอานิสงส์จากการออกแพ็กเกจบริการที่เปิดตัวไปก่อนหน้าซึ่งจะเริ่มส่งผลเชิงบวกต่ออัตรากําไร นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้นทุนและการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดยังเป็นปัจจัยสนับสนุนระดับมาร์จิ้นโดยรวมในส่วนของผู้ป่วยกลุ่มรัฐสวัสดิการคูเวต (GOP) แม้ปัจจุบันยังไม่มีพัฒนาการที่ชัดเจน แต่ด้วยประสบการณ์ของ BDMS ที่เคยให้บริการผู้ป่วยกลุ่มนี้มาก่อนหากมีความคืบหน้ามากในอนาคต
ทั้งนี้ มองว่าบริษัทมีศักยภาพในการได้รับประโยชน์ร่วมด้วยขณะที่ประเด็น ไวรัสฮันตา ผู้บริหารประเมินว่ายังอยู่ในวงจํากัดและสามารถควบคุมได้ โดยพบการระบาดในบางพื้นที่ เช่น บนเรือสําราญ และยังไม่มีหลักฐานการแพร่เชื้อจากคนสู่คนในปัจจุบันฝ่ายวิจัยยังคงคําแนะนํา “ซื้อ” โดยมองว่าปัจจัยพื้นฐานในระยะกลางถึงยาวยังคงแข็งแกร่ง และมีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องภายใต้แรงสนับสนุนจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ

