วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” วันนี้ (27 พ.ค. 2569) ปิดบวก 17.59 จุด จากธีม AI หนุน คาดมีโอกาสทดสอบ 1,600 จุด ใน 1-2 สัปดาห์

“หุ้นไทย” วันนี้ (27 พ.ค. 2569) ปิดบวก 17.59 จุด จากธีม AI หนุน คาดมีโอกาสทดสอบ 1,600 จุด ใน 1-2 สัปดาห์

"หุ้นไทย" วันนี้ (27 พ.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,570.95 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.59 จุด หรือ 1.13% นักวิเคราะห์ชี้ดัชนีปรับขึ้นโดดเด่นนำตลาดภูมิภาค ได้แรงหนุนจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์นำโดย DELTA สอดคล้องกระแสการลงทุนในธีมเทคโนโลยี AI คาดมีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1,600 จุดภายใน 1-2 สัปดาห์จากกระแสฟันด์โฟลว์ต่างชาติ

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (27 พ.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,570.95 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.59 จุด หรือ 1.13% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,581.74 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,559.58 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 70,314.08 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. DELTA ราคาปิด 354.00 บาท เพิ่มขึ้น 15.00 บาท หรือ 4.42% มูลค่าซื้อขาย 10,667.58 ล้านบาท
     
  2. KBANK ราคาปิด 198.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.25% มูลค่าซื้อขาย 3,677.04 ล้านบาท
     
  3. GULF ราคาปิด 62.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.21% มูลค่าซื้อขาย 3,587.28 ล้านบาท
     
  4. HANA ราคาปิด 40.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาท หรือ 5.88% มูลค่าซื้อขาย 3,290.40 ล้านบาท
     
  5. TRUE ราคาปิด 13.60 บาท ลดลง 0.20 บาท หรือ 1.45% มูลค่าซื้อขาย 3,055.92 ล้านบาท

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดภูมิภาคเอเชียโดยรวม

นำโดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA หลังกระแสการลงทุนทั่วโลกหันมาให้น้ำหนักธีมการลงทุนในเทคโนโลยีและเอไออีกครั้ง ทำให้ตลาดมีการปรับค่าพีอีของ DELTA เพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่น

สำหรับหุ้นขนาดกลางขนาดเล็ก ได้ประโยชน์จากการปรับมูลค่าหุ้น DELTA และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม ทำให้ภาพรวมหุ้นกลุ่มกลาง-เล็กมีราคาถูกลงโดยเปรียบเทียบ ส่งผลให้นักลงทุนที่มองราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์สูงเกินไป มีแนวโน้มหมุนเวียนเงินลงทุนมาสู่หุ้นกลุ่มนี้กันมากขึ้น

คาดว่าในระยะ 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ดัชนีหุ้นไทยอาจขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญระยะ 9 ปีที่ 1,600 จุด อีกครั้ง และมีโอกาสผ่านไปได้ ด้วยแรงหนุนจากฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่ในช่วงสั้นมีแนวโน้มไหลเข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากหุ้นไทยยังถือว่ามีราคาถูกเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ผลักดันเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐหรือ “บอนด์ยีลด์” อยู่ในระดับสูงกดดันอัปไซด์ดัชนี เนื่องด้วยคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐหรือ “เฟด” มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

อีกทั้งมองว่าตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันยังไม่รับรู้ผลกระทบที่สงครามมีต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเข้าไปในราคาหุ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 เพิ่มความเสี่ยงดัชนีปรับฐานในระยะสั้นมากขึ้น

ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ (28 พ.ค.) คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,570 จุด แนวต้าน 1,590 จุด  

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เมื่อดัชนีขึ้นมาทดสอบบริเวณ 1,600 จุด จะตลาดมีความเสี่ยงเพิ่มมากขี้น นักลงทุนไม่ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนมากจนเกินไป โดยปัจจัยจากสงครามอาจกดดันหุ้นกลุ่มสื่อสารและพลังงานชะลอตัวลง นักลงทุนอาจมีการทยอยเปลี่ยนกลุ่มลงทุนไปสู่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่าง GULF และ BGRIM ซึ่งมีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมถึง REITs เช่น CPNREIT และ IMPACT เป็นต้น