วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘กลุ่ม รพ.’ ไร้ผลกระทบโรคระบาด โบรกชี้ ‘ไวรัสฮันตา อีโบลา โควิดในสิงคโปร์’ ยังควบคุมได้

โบรกประเมินการแพร่ระบาดของ “ไวรัสสายพันธุ์ใหม่” ทั้งไวรัสฮันตา อีโบลา และโควิดในสิงคโปร์ยังไม่รุนแรง และมีลักษณะคล้ายโรคตามฤดูกาล “บล.ยูโอบี เคย์เฮียน” ชี้หากสถานการณ์รุนแรง เป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อรายได้ “บล.บัวหลวง” คาดโรคระบาดใหม่ไร้ผลกระทบกลุ่มโรงพยาบาล “บล.หยวนต้า” ให้น้ำหนักหุ้นโรงพยาบาล “เท่ากับตลาด”

KEY POINTS

  • โบรกเกอร์ประเมินว่าการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ทั้งไวรัสฮันตา อีโบลา และโควิดในสิงคโปร์ ยังไม่รุนแรงและสามารถควบคุมได้ ทำให้กลุ่มโรงพยาบาลยังไม่ได้รับผลกระทบ
  • บล.บัวหลวง คาดว่าการระบาดดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อรายได้หรือกำไรของกลุ่มโรงพยาบาล เนื่องจากมีลักษณะคล้ายโรคตามฤดูกาลและระบบเฝ้าระวังทั่วโลกมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ชี้ว่าหากการระบาดไม่รุนแรง ประชาชนอาจระมัดระวังตัวจนผู้ป่วยโดยรวมลดลง แต่หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ก็จะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อรายได้ของโรงพยาบาล
  • บล.หยวนต้า มองว่าเนื่องจากโรคที่ระบาดส่วนใหญ่ยังไม่รุนแรง จึงเป็นผลบวกต่อจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น แต่หากรุนแรงและควบคุมไม่ได้อาจสร้างแรงกดดันในระยะสั้น

แม้กระแสการแพร่ระบาดของไวรัสหลายชนิดทั่วโลก ทั้ง “ไวรัสฮันตา อีโบลา และโควิดในสิงคโปร์” จะกลับมาสร้างความกังวลอีกครั้งทว่าสถานการณ์ยังไม่น่ากังวลเทียบเท่าช่วงโควิด-19 ระบาดใหญ่ในอดีต หลังระบบเฝ้าระวังและควบคุมโรคทั่วโลกมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น “กลุ่มโรงพยาบาล” ยังไร้ผลกระทบดังกล่าว ขณะเดียวกัน การกลับมาของโรคตามฤดูกาลอย่างไข้หวัดใหญ่ รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง เริ่มเป็น “ปัจจัยบวก” ต่อธุรกิจโรงพยาบาลไทย

‘กลุ่ม รพ.’ ไร้ผลกระทบโรคระบาด โบรกชี้ ‘ไวรัสฮันตา อีโบลา โควิดในสิงคโปร์’ ยังควบคุมได้

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากย้อนดูบทเรียนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่าหลังผ่านวิกฤติประชาชนมีพฤติกรรมดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือหรือสวมหน้ากากอนามัย ส่งผลให้อัตราการเจ็บป่วยจากโรคทั่วไป โดยเฉพาะโรคปอดและระบบทางเดินหายใจลดลง ดังนั้น หากการแพร่ระบาดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้รุนแรงจนมีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล อาจกลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนระมัดระวังตัวมากขึ้น และส่งผลให้จำนวนผู้เข้ารับการรักษาโดยรวมลดลงได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากเกิดการระบาดรุนแรงจนมีผู้ป่วยจำนวนมากเข้ารับการรักษา ก็จะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อรายได้และผลประกอบการของกลุ่มโรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังมีความแข็งแกร่งด้านปัจจัยพื้นฐาน แต่ทว่าระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การชะลอตัวผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง และกำลังซื้อของผู้ป่วยในประเทศระมัดระวังค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าใช้บริการหลายโรงพยาบาลลดลง

สำหรับแนวโน้มในระยะถัดไปคาดว่า กลุ่มโรงพยาบาลจะเริ่มฟื้นตัวได้ชัดเจนมากขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ต่อเนื่องไตรมาส 4 ปี 2569 หลังได้รับผลกระทบจากปัจจัยตะวันออกกลางไปพอสมควรแล้ว แม้ระยะสั้นกลุ่มโรงพยาบาลอาจยังไม่โดดเด่นเทียบกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น แต่การปรับตัวลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจนักลงทุนทยอยสะสมได้เพื่อรอการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง

นายปัญจพล แท่นศรีเจริญ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า การระบาดในปัจจุบันมีลักษณะใกล้เคียงโรคตามฤดูกาลทั่วไป และไม่น่าจะรุนแรงเทียบเท่ากับช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในอดีต เนื่องจากหลายประเทศมีระบบประกาศและเฝ้าระวังโรคแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ทำให้การติดตามและควบคุมการแพร่ระบาดมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ส่งผลให้โอกาสการแพร่เชื้อในวงกว้างเกิดขึ้นได้ยาก คาดเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อรายได้หรือกำไรของกลุ่มโรงพยาบาล และยังถือเป็นปัจจัยที่ค่อนข้างไกลตัวสำหรับผลประกอบการในระยะสั้น 

สำหรับ แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 กลุ่มโรงพยาบาลยังอ่อนแอ แต่ครึ่งปีหลังคาดได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภาครัฐ ที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและการเข้ารับบริการรักษาพยาบาล ขณะที่ในด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นโรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก โดยหุ้นเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่ BH และ PR9 ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติในระยะถัดไป

นายถกล บรรจงรักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า หากการระบาดไม่รุนแรง จะเป็นบวกต่อ Sentiment หุ้นโรงพยาบาล จากจำนวนผู้เข้ารับการรักษาที่เพิ่มขึ้นและหนุนรายได้กลุ่ม แต่หากการระบาดรุนแรงและควบคุมไม่ได้ อาจกดดันหุ้นโรงพยาบาลระยะสั้น อย่างไรก็ตาม โรคที่ระบาดส่วนใหญ่ยังเป็นโรคเดิมและไม่รุนแรง จึงยังมองบวกต่อผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

สำหรับภาพรวมการลงทุนยังให้น้ำหนักกลุ่มโรงพยาบาล “เท่ากับตลาด” หลังอุปสงค์ในประเทศฟื้นตัวช้า กดดันจำนวนผู้ใช้บริการ ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของหลายโรงพยาบาลยังชะลอตัว

อย่างไรก็ดี แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การกลับมาของโรคระบาดตามฤดูกาล เช่น ไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19 สายพันธุ์ปัจจุบันที่มีความรุนแรงลดลง รวมถึงการฟื้นตัวของกลุ่มผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเริ่มคลี่คลาย