แม้กระแสการแพร่ระบาดของไวรัสหลายชนิดทั่วโลก ทั้ง “ไวรัสฮันตา อีโบลา และโควิดในสิงคโปร์” จะกลับมาสร้างความกังวลอีกครั้งทว่าสถานการณ์ยังไม่น่ากังวลเทียบเท่าช่วงโควิด-19 ระบาดใหญ่ในอดีต หลังระบบเฝ้าระวังและควบคุมโรคทั่วโลกมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น “กลุ่มโรงพยาบาล” ยังไร้ผลกระทบดังกล่าว ขณะเดียวกัน การกลับมาของโรคตามฤดูกาลอย่างไข้หวัดใหญ่ รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง เริ่มเป็น “ปัจจัยบวก” ต่อธุรกิจโรงพยาบาลไทย
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากย้อนดูบทเรียนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่าหลังผ่านวิกฤติประชาชนมีพฤติกรรมดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือหรือสวมหน้ากากอนามัย ส่งผลให้อัตราการเจ็บป่วยจากโรคทั่วไป โดยเฉพาะโรคปอดและระบบทางเดินหายใจลดลง ดังนั้น หากการแพร่ระบาดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ไม่ได้รุนแรงจนมีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล อาจกลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนระมัดระวังตัวมากขึ้น และส่งผลให้จำนวนผู้เข้ารับการรักษาโดยรวมลดลงได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม หากเกิดการระบาดรุนแรงจนมีผู้ป่วยจำนวนมากเข้ารับการรักษา ก็จะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อรายได้และผลประกอบการของกลุ่มโรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังมีความแข็งแกร่งด้านปัจจัยพื้นฐาน แต่ทว่าระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การชะลอตัวผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง และกำลังซื้อของผู้ป่วยในประเทศระมัดระวังค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าใช้บริการหลายโรงพยาบาลลดลง
สำหรับแนวโน้มในระยะถัดไปคาดว่า กลุ่มโรงพยาบาลจะเริ่มฟื้นตัวได้ชัดเจนมากขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ต่อเนื่องไตรมาส 4 ปี 2569 หลังได้รับผลกระทบจากปัจจัยตะวันออกกลางไปพอสมควรแล้ว แม้ระยะสั้นกลุ่มโรงพยาบาลอาจยังไม่โดดเด่นเทียบกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น แต่การปรับตัวลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจนักลงทุนทยอยสะสมได้เพื่อรอการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง
นายปัญจพล แท่นศรีเจริญ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า การระบาดในปัจจุบันมีลักษณะใกล้เคียงโรคตามฤดูกาลทั่วไป และไม่น่าจะรุนแรงเทียบเท่ากับช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในอดีต เนื่องจากหลายประเทศมีระบบประกาศและเฝ้าระวังโรคแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ทำให้การติดตามและควบคุมการแพร่ระบาดมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ส่งผลให้โอกาสการแพร่เชื้อในวงกว้างเกิดขึ้นได้ยาก คาดเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อรายได้หรือกำไรของกลุ่มโรงพยาบาล และยังถือเป็นปัจจัยที่ค่อนข้างไกลตัวสำหรับผลประกอบการในระยะสั้น
สำหรับ แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 กลุ่มโรงพยาบาลยังอ่อนแอ แต่ครึ่งปีหลังคาดได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภาครัฐ ที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและการเข้ารับบริการรักษาพยาบาล ขณะที่ในด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นโรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก โดยหุ้นเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่ BH และ PR9 ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติในระยะถัดไป
นายถกล บรรจงรักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า หากการระบาดไม่รุนแรง จะเป็นบวกต่อ Sentiment หุ้นโรงพยาบาล จากจำนวนผู้เข้ารับการรักษาที่เพิ่มขึ้นและหนุนรายได้กลุ่ม แต่หากการระบาดรุนแรงและควบคุมไม่ได้ อาจกดดันหุ้นโรงพยาบาลระยะสั้น อย่างไรก็ตาม โรคที่ระบาดส่วนใหญ่ยังเป็นโรคเดิมและไม่รุนแรง จึงยังมองบวกต่อผู้ป่วยเพิ่มขึ้น
สำหรับภาพรวมการลงทุนยังให้น้ำหนักกลุ่มโรงพยาบาล “เท่ากับตลาด” หลังอุปสงค์ในประเทศฟื้นตัวช้า กดดันจำนวนผู้ใช้บริการ ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของหลายโรงพยาบาลยังชะลอตัว
อย่างไรก็ดี แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การกลับมาของโรคระบาดตามฤดูกาล เช่น ไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19 สายพันธุ์ปัจจุบันที่มีความรุนแรงลดลง รวมถึงการฟื้นตัวของกลุ่มผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเริ่มคลี่คลาย

