วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

ทริส เรทติ้ง ย้ำความเชื่อมั่น BGRIM คงอันดับเครดิต “A” แนวโน้ม Stable รับฐานธุรกิจพลังงานโตต่อเนื่องทั่วโลก

นางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งานการเงินและบัญชี บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ที่ระดับ “A”

พร้อมคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันที่ระดับ “A-” และหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุนที่ระดับ “BBB+” โดยให้แนวโน้มอันดับเครดิตอยู่ที่ระดับ “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอจากฐานสินทรัพย์โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และมีการกระจายตัวดี ทั้งในด้านประเภทเชื้อเพลิงและพื้นที่การลงทุนในหลายภูมิภาค

ทริส เรทติ้ง ย้ำความเชื่อมั่น BGRIM คงอันดับเครดิต “A”  แนวโน้ม Stable รับฐานธุรกิจพลังงานโตต่อเนื่องทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังได้แรงหนุนจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีความน่าเชื่อถือ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความแน่นอนของการสร้างรายได้ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) (อันดับเครดิต “AAA/Stable”) ยังคงเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายหลัก คิดเป็นประมาณ 65% ของรายได้รวม

ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในประเทศ คิดเป็นประมาณ 25% ของรายได้รวม และส่วนที่เหลือมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในหลายภูมิภาค ตลอดจนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมซึ่งเป็นธุรกิจหลัก

ทริส เรทติ้ง ย้ำความเชื่อมั่น BGRIM คงอันดับเครดิต “A”  แนวโน้ม Stable รับฐานธุรกิจพลังงานโตต่อเนื่องทั่วโลก

ด้านสถานะความเสี่ยงด้านธุรกิจของ บี.กริม เพาเวอร์ อยู่ในระดับแข็งแกร่ง จากความเชี่ยวชาญในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมมาอย่างยาวนานและฐานลูกค้าที่หลากหลาย

นอกจากนี้ ยังขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการที่พัฒนาใหม่ (Greenfield) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมและพลังงานหมุนเวียน ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 บริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการมากกว่า 60 โครงการทั่วโลก กำลังการผลิตตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของรวม 2,890  เมกะวัตต์ ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของประเทศไทย

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนอันดับเครดิต ด้วยกำลังการผลิตตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของรวม 1,798 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 62% ของกำลังการผลิตทั้งหมด  โดยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของบริษัทตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 8 แห่งในประเทศไทย

ปัจจุบัน บี.กริม. เพาเวอร์ อยู่ในช่วงการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยยังมีโครงการระหว่างการพัฒนาจำนวนมาก โดยเน้นกระจายการลงทุนไปยังโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์โครงการใหม่ และการลงทุนเชิงกลยุทธ์

โดยมีโครงการสำคัญที่เพิ่มเข้ามา ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยและฟิลิปปินส์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเกาหลีใต้ รวมถึงการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำพร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ประมาณ 194 เมกะวัตต์ 

นางสาวศิริวงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทิศทางจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างขยายการลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพลังงานหมุนเวียน โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนมากกว่า 50% ของสินทรัพย์โรงไฟฟ้า เพื่อบรรลุเป้าหมายกำลังการผลิตรวม 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการลงทุนในต่างประเทศที่มีความหลากหลาย

รวมถึงโครงการในประเทศภายใต้โครงการพลังงานหมุนเวียนของภาครัฐ นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งขยายการลงทุนไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล อาทิ โครงการดาต้าเซนเตอร์ สำหรับลูกค้า Hyperscale ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งรายได้มากยิ่งขึ้น

โรงไฟฟ้าของบริษัทมีความพร้อมในการดำเนินงานในระดับสูง โดย สะท้อนจากดัชนีความพร้อม (Availability Factor) ในปี 2568 อยู่ในช่วง 91%-100% ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และยังมีอัตราการใช้เชื้อเพลิง (Heat Rate) ที่ดีกว่าที่กำหนดไว้ในหลายโครงการ สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี ปัจจัยกดดันอันดับเครดิตยังคงมาจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากบริษัทมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยทริสเรทติ้งคาดว่าช่วงปี 2569-2571 บริษัทจะมีเงินลงทุนรวมสูงสุดประมาณ 2.45 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้หนี้สินทางการเงินอาจเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง 1.07-1.09 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา ทั้งจากการก่อสร้างล่าช้าจากกำหนด ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ อัตราแลกเปลี่ยน และสภาวะตลาดในต่างประเทศ อย่างไรก็ดีทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะบริหารจัดการภาระหนี้สินผ่านมาตรการบรรเทาความเสี่ยงหลายประการ ซึ่งรวมถึงการคัดเลือกการลงทุนอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ที่พร้อมดำเนินงานและสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที

รวมถึงการพิจารณาการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด (Asset Monetization) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ฐานะการเงินหากมีความจำเป็น นอกจากนี้บริษัทยังคงมีสภาพคล่องอยู่ในระดับเพียงพอโดยมีเงินสดในมือประมาณ 2.42 หมื่นล้านบาท ณ เดือนธันวาคม 2568 และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน แหล่งเงินดังกล่าวรวมกันถือเป็นฐานรองรับที่เพียงพอสำหรับภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระและแผนการใช้เงินลงทุนในอนาคต

ด้านแนวโน้มผลการดำเนินงาน ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากโครงการใหม่จะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และ EBITDA มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาทภายในปี 2571 แม้ยังต้องเผชิญความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงในปี 2569 ก่อนปรับลดลงในปีถัดไป