วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ตลท.ลุยพลิกฟื้น‘ตลาดทุนไทย’ เผยดัชนีตั้งแต่ต้นปีบวก 22% 

ตลท.ลุยพลิกฟื้น‘ตลาดทุนไทย’ เผยดัชนีตั้งแต่ต้นปีบวก 22% 

“ตลาดทุนไทย” ตั้งแต่ต้นปี 2569 ดัชนี SET INDEX ปรับตัวขึ้นมา 22.15% (ณ 22 พ.ค.2569) หลังการเมืองไทยมี “เสถียรภาพ” ส่งผลให้มาตรการรัฐบาลออกมาต่อเนื่อง ทำให้ “เศรษฐกิจไทย” เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน 

สะท้อนภาพ “ส่งออก” ไตรมาส 1 ขยายตัว 17.6% และมีแนวโน้มดีระยะยาวจากมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศและมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้น 

สอดรับ “เงินทุนต่างชาติ” (Fund Flow) ไหลกลับเข้าสุทธิ ซึ่งพบว่านักลงทุนต่างชาติ “ซื้อสุทธิ” นับตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 20,847.94 ล้านบาท โดย “จุดแข็ง” ของประเทศไทยคือ มีความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับความผันผวนได้ดี การลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ “ผลตอบแทน” ที่โดดเด่น และหุ้นก็ยังมีระดับราคาที่น่าสนใจอยู่ รวมทั้งการยกระดับ “ตลาดทุนไทย” ให้รอบด้าน เพื่อดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน  ตลท.ลุยพลิกฟื้น‘ตลาดทุนไทย’ เผยดัชนีตั้งแต่ต้นปีบวก 22% 

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปี 2569 แผนงานหลายอย่างที่จะดึง Fund Flow เข้ามาต่อเนื่องและอยู่นาน เพื่อให้ตลาดทุนไทยกลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ 

สะท้อนที่ผ่านมา ตลท.สร้างจุดขายสำคัญผ่านโครงการส่งเสริมการ “เพิ่มมูลค่า” ให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) หรือ “โครงการจั๊มพ์พลัส (JUMP+)” ซึ่งเป็นโครงการที่เน้นการพัฒนาและสื่อสารแผนกลยุทธ์ของบริษัทจดทะเบียนเพื่อสร้างความสนใจแก่นักลงทุน

โครงการนี้ไม่ใช่แค่นำเสนอข้อมูลทั่วไป แต่คือการให้บริษัทต่าง ๆ นำแผนกลยุทธ์ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการแล้วออกไปสื่อสารให้นักลงทุนรับทราบถึงเป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังใน 3 ปีข้างหน้า โดยจะอัปเดตความคืบหน้าต่อเนื่องว่าประสบความสำเร็จแค่ไหนในระยะเวลา 3 ปี

นัดหารือ“คลัง”เร่งดันมาตรการ TISA

ขณะที่ “โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล” (TISA) อยู่ระหว่างรอหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยมองว่ารัฐบาลสนับสนุนมาตั้งแต่ช่วงรัฐบาลชั่วคราว และคาดว่าจะผลักดันต่อเนื่อง แม้รายละเอียดสิทธิประโยชน์ทางภาษีอาจไม่ตอบโจทย์ทุกฝ่าย โดยเฉพาะวงเงินลดหย่อนภาษีที่อยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งอาจอยู่ช่วง 500,000-700,000 บาท แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน

ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของ TISA คือ การสร้างมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่มีความชัดเจนและถาวรมากกว่ามาตรการระยะสั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในระยะยาว พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความน่าสนใจและขยายฐานนักลงทุนให้ครอบคลุมมากขึ้น

ขณะที่ การทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับ “คุณภาพ” และ “ดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพ” เข้าจดทะเบียน และผลักดันให้แข่งขันตลาดหุ้นต่างประเทศได้ พร้อมร่วมมือกับ BOI ดึงดูดกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย

เร่งรื้อเกณฑ์เทรดใหม่ หวังแก้โจทย์สภาพคล่อง 

ล่าสุด ตลท.เดินหน้ายกระดับตลาดทุนไทยหลังเปิดรับฟังความคิดเห็น “การปรับปรุงมาตรการการซื้อขาย” ชุดใหม่ เพื่อแก้โจทย์ใหญ่ด้านสภาพคล่องและความได้เปรียบเสียเปรียบในการซื้อขาย รวมทั้งเพื่อให้ยืดหยุ่นสอดคล้องสภาวะตลาดปัจจุบัน และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุนในตลาดโดยรวม

ทั้งนี้ ได้รับเสียงขานรับในเชิงบวกจากภาคเอกชนและบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งมองว่าจะช่วยลดต้นทุนแฝงและสร้างความโปร่งใสให้แก่ระบบนิเวศการลงทุน

นายอัสสเดช บอกต่อว่า การปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายครั้งนี้ โดยหลักการตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องการให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาด เช่น การสร้างราคา การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหลักทรัพย์ (Insider Trading) หรือพฤติกรรมที่ทำให้นักลงทุนโดยรวมเข้าใจผิดในสภาวะตลาด ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะนำมาใช้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกับนักลงทุนทุกประเภททั้งรายย่อย หรือสถาบัน

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง (Public Hearing) การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นตั้งแต่วันที่ 13-29 พ.ค.นี้

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็น ตลท.จะรวบรวมข้อมูลและปรับปรุง ร่างมาตรการกำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อให้คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์พิจารณาอีกรอบ ก่อนส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  พิจารณาอนุมัติ

และจากนั้นจะให้เวลานักลงทุนทั้งรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เตรียมความพร้อมกลยุทธ์การลงทุนภายใต้มาตรการใหม่ คาดว่าจะบังคับใช้มาตรการชุดใหม่เร็วสุดในไตรมาส 3 ปี 2569

ปัจจัยหนุน “ตลาดหุ้นไทย” 

นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ตลาดหุ้นไทยมีผลการดำเนินงานดี โดยดัชนีตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ยังอยู่แดนบวก 22% ขณะที่สภาพคล่อง เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 40-50% 

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้นักลงทุนในและต่างประเทศ คือ การที่รัฐบาลโน้มน้าวให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moody’s ปรับเพิ่มแนวโน้ม “ความน่าเชื่อถือ” (Outlook) ของไทยจาก “เชิงลบ” (Negative) สู่ “ระดับคงที่” (Stable) ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพท่ามกลางความผันผวนของ “ราคาพลังงาน” และ สถานการณ์ความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง”

ส่วนทิศทางเศรษฐกิจระยะยาวเห็นว่าต้องการเห็นการเติบโตของ “จีดีพี” ที่ยั่งยืนมากกว่าการเติบโตแบบชั่วคราว ดังนั้น หากจีดีพีไทยมีโอกาสกลับไปขยายตัวระดับ 3-4% ภายใน 3 ปีข้างหน้า 

รวมทั้งการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ให้กลายเป็น “เม็ดเงินลงทุนจริง” ในระบบเศรษฐกิจผ่านกลไก “Fast Pass” ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดขั้นตอนและเร่งรัดการลงทุนให้เกิดขึ้นรวดเร็วขึ้น กระตุ้นการลงทุนจริงจึงคาดหวังว่าช่วยสร้างเซ็นติเม้นท์ที่ดีแก่ตลาดหุ้นไทยระยะข้างหน้าได้

ปี 69 ยืนยันเป้าหมายดัชนีที่ 1,600 จุด

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มาตรการปรับปรุง “Tick Size” หรือช่วงห่างของราคาบิด/เสนอขาย (Bid/Offer) เป็นเรื่องดี 

โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นขนาดเล็กราคาต่ำกว่า 2-3 บาท ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเทรดและส่งผลให้ช่องว่างราคาแคบลง มาตรการนี้จะ “ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ” ของตลาด และ “กระตุ้นค่าการหมุนเวียน” เพื่อสร้างความลึกให้กับตลาดหุ้นไทย

สำหรับประเด็นการกำกับดูแลกลุ่มการซื้อขายความถี่สูง (HFT) นั้น มองว่าควรเน้นที่การควบคุมและการทำให้เกิดความชัดเจนมากกว่าการยกเลิก โดยการกำหนดให้ขึ้นทะเบียนหรือการรับรองกลุ่ม HFT จะส่งผลดีต่อตลาดในการลดความผันผวนและสร้างความเท่าเทียมในการซื้อ

ขณะเดียวกัน แนวโน้มตลาดหุ้นไทยต้องกลับมาที่ปัจจัยพื้นฐาน โดย “กำไรบริษัทจดทะเบียน” ยังเป็น “กระดูกสันหลังที่สำคัญสุดของตลาด” แม้นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐหรือการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่จาก BOI มาจดทะเบียนในตลาดหุ้น (BOI to IPO) จะเป็นแนวโน้มดีและน่าสนับสนุนเพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ 

แต่เกณฑ์การคัดกรองต้องเข้มงวด โดยควรเน้นที่ผลกำไร (Earning) มากกว่าแค่ “มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด” (Market Cap) เพื่อลดความเสี่ยงให้นักลงทุน และหากบริษัทรายงานกำไรที่แข็งแกร่งได้ แม้ภาวะเศรษฐกิจภาพรวมจะชะลอตัว ก็จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้กลับเข้ามาได้เอง

“ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก มองว่าเป็นแรงกดดันที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องออกมาตรการใหม่ทั้งการปรับ Tick Size เพื่อลดต้นทุน และการจัดระเบียบ HFT เพื่อมุ่งหวังเพิ่มความลึกให้ตลาด หวังดึงเม็ดเงินให้กลับมาค้นหาผลตอบแทน (Search for Yield) ในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอีกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงที่เหลือปีนี้มองว่า “ชะลอตัวลง” จากทิศทางผลประกอบการของบจ. ในไตรมาส 2 ปี 2569 คาดการณ์ว่าอาจเห็นภาพการชะลอตัวหรือมีผลขาดทุนในบางกลุ่มต่างจากไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ได้รับอานิสงส์จากกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่มีกำไรจากสต็อกสินค้า 

แต่สิ้นปีนี้ยังยืนยันเป้าหมายดัชนีที่ 1,600 จุด ตามสมมติฐานเดิมที่วางไว้ เพราะมองว่า “Downside มีจำกัด” และจากสภาวะปัจจุบันที่อัตราเงินเฟ้อเกือบ 3% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากราว 1% อย่างชัดเจน จะเป็น “ปัจจัยบวก” ผลักดันให้นักลงทุนเริ่มโยกย้ายฐานเงินฝากออกมาค้นหาผลตอบแทนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่มี “พื้นฐานแกร่ง” และ “จ่ายปันผลสม่ำเสมอ”  เพื่อรักษาอำนาจซื้อของเงินทุนไว้