“ตลาดทุนไทย” ตั้งแต่ต้นปี 2569 ดัชนี SET INDEX ปรับตัวขึ้นมา 22.15% (ณ 22 พ.ค.2569) หลังการเมืองไทยมี “เสถียรภาพ” ส่งผลให้มาตรการรัฐบาลออกมาต่อเนื่อง ทำให้ “เศรษฐกิจไทย” เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน
สะท้อนภาพ “ส่งออก” ไตรมาส 1 ขยายตัว 17.6% และมีแนวโน้มดีระยะยาวจากมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศและมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้น
สอดรับ “เงินทุนต่างชาติ” (Fund Flow) ไหลกลับเข้าสุทธิ ซึ่งพบว่านักลงทุนต่างชาติ “ซื้อสุทธิ” นับตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 20,847.94 ล้านบาท โดย “จุดแข็ง” ของประเทศไทยคือ มีความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับความผันผวนได้ดี การลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ “ผลตอบแทน” ที่โดดเด่น และหุ้นก็ยังมีระดับราคาที่น่าสนใจอยู่ รวมทั้งการยกระดับ “ตลาดทุนไทย” ให้รอบด้าน เพื่อดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปี 2569 แผนงานหลายอย่างที่จะดึง Fund Flow เข้ามาต่อเนื่องและอยู่นาน เพื่อให้ตลาดทุนไทยกลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ
สะท้อนที่ผ่านมา ตลท.สร้างจุดขายสำคัญผ่านโครงการส่งเสริมการ “เพิ่มมูลค่า” ให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) หรือ “โครงการจั๊มพ์พลัส (JUMP+)” ซึ่งเป็นโครงการที่เน้นการพัฒนาและสื่อสารแผนกลยุทธ์ของบริษัทจดทะเบียนเพื่อสร้างความสนใจแก่นักลงทุน
โครงการนี้ไม่ใช่แค่นำเสนอข้อมูลทั่วไป แต่คือการให้บริษัทต่าง ๆ นำแผนกลยุทธ์ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการแล้วออกไปสื่อสารให้นักลงทุนรับทราบถึงเป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังใน 3 ปีข้างหน้า โดยจะอัปเดตความคืบหน้าต่อเนื่องว่าประสบความสำเร็จแค่ไหนในระยะเวลา 3 ปี
นัดหารือ“คลัง”เร่งดันมาตรการ TISA
ขณะที่ “โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล” (TISA) อยู่ระหว่างรอหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยมองว่ารัฐบาลสนับสนุนมาตั้งแต่ช่วงรัฐบาลชั่วคราว และคาดว่าจะผลักดันต่อเนื่อง แม้รายละเอียดสิทธิประโยชน์ทางภาษีอาจไม่ตอบโจทย์ทุกฝ่าย โดยเฉพาะวงเงินลดหย่อนภาษีที่อยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งอาจอยู่ช่วง 500,000-700,000 บาท แต่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของ TISA คือ การสร้างมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่มีความชัดเจนและถาวรมากกว่ามาตรการระยะสั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในระยะยาว พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความน่าสนใจและขยายฐานนักลงทุนให้ครอบคลุมมากขึ้น
ขณะที่ การทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับ “คุณภาพ” และ “ดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพ” เข้าจดทะเบียน และผลักดันให้แข่งขันตลาดหุ้นต่างประเทศได้ พร้อมร่วมมือกับ BOI ดึงดูดกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย
เร่งรื้อเกณฑ์เทรดใหม่ หวังแก้โจทย์สภาพคล่อง
ล่าสุด ตลท.เดินหน้ายกระดับตลาดทุนไทยหลังเปิดรับฟังความคิดเห็น “การปรับปรุงมาตรการการซื้อขาย” ชุดใหม่ เพื่อแก้โจทย์ใหญ่ด้านสภาพคล่องและความได้เปรียบเสียเปรียบในการซื้อขาย รวมทั้งเพื่อให้ยืดหยุ่นสอดคล้องสภาวะตลาดปัจจุบัน และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุนในตลาดโดยรวม
ทั้งนี้ ได้รับเสียงขานรับในเชิงบวกจากภาคเอกชนและบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งมองว่าจะช่วยลดต้นทุนแฝงและสร้างความโปร่งใสให้แก่ระบบนิเวศการลงทุน
นายอัสสเดช บอกต่อว่า การปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายครั้งนี้ โดยหลักการตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องการให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาด เช่น การสร้างราคา การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหลักทรัพย์ (Insider Trading) หรือพฤติกรรมที่ทำให้นักลงทุนโดยรวมเข้าใจผิดในสภาวะตลาด ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะนำมาใช้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกับนักลงทุนทุกประเภททั้งรายย่อย หรือสถาบัน
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง (Public Hearing) การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นตั้งแต่วันที่ 13-29 พ.ค.นี้
หลังเสร็จสิ้นกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็น ตลท.จะรวบรวมข้อมูลและปรับปรุง ร่างมาตรการกำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อให้คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์พิจารณาอีกรอบ ก่อนส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณาอนุมัติ
และจากนั้นจะให้เวลานักลงทุนทั้งรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เตรียมความพร้อมกลยุทธ์การลงทุนภายใต้มาตรการใหม่ คาดว่าจะบังคับใช้มาตรการชุดใหม่เร็วสุดในไตรมาส 3 ปี 2569
ปัจจัยหนุน “ตลาดหุ้นไทย”
นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ตลาดหุ้นไทยมีผลการดำเนินงานดี โดยดัชนีตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ยังอยู่แดนบวก 22% ขณะที่สภาพคล่อง เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 40-50%
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้นักลงทุนในและต่างประเทศ คือ การที่รัฐบาลโน้มน้าวให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moody’s ปรับเพิ่มแนวโน้ม “ความน่าเชื่อถือ” (Outlook) ของไทยจาก “เชิงลบ” (Negative) สู่ “ระดับคงที่” (Stable) ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพท่ามกลางความผันผวนของ “ราคาพลังงาน” และ สถานการณ์ความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง”
ส่วนทิศทางเศรษฐกิจระยะยาวเห็นว่าต้องการเห็นการเติบโตของ “จีดีพี” ที่ยั่งยืนมากกว่าการเติบโตแบบชั่วคราว ดังนั้น หากจีดีพีไทยมีโอกาสกลับไปขยายตัวระดับ 3-4% ภายใน 3 ปีข้างหน้า
รวมทั้งการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ให้กลายเป็น “เม็ดเงินลงทุนจริง” ในระบบเศรษฐกิจผ่านกลไก “Fast Pass” ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดขั้นตอนและเร่งรัดการลงทุนให้เกิดขึ้นรวดเร็วขึ้น กระตุ้นการลงทุนจริงจึงคาดหวังว่าช่วยสร้างเซ็นติเม้นท์ที่ดีแก่ตลาดหุ้นไทยระยะข้างหน้าได้
ปี 69 ยืนยันเป้าหมายดัชนีที่ 1,600 จุด
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มาตรการปรับปรุง “Tick Size” หรือช่วงห่างของราคาบิด/เสนอขาย (Bid/Offer) เป็นเรื่องดี
โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นขนาดเล็กราคาต่ำกว่า 2-3 บาท ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเทรดและส่งผลให้ช่องว่างราคาแคบลง มาตรการนี้จะ “ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ” ของตลาด และ “กระตุ้นค่าการหมุนเวียน” เพื่อสร้างความลึกให้กับตลาดหุ้นไทย
สำหรับประเด็นการกำกับดูแลกลุ่มการซื้อขายความถี่สูง (HFT) นั้น มองว่าควรเน้นที่การควบคุมและการทำให้เกิดความชัดเจนมากกว่าการยกเลิก โดยการกำหนดให้ขึ้นทะเบียนหรือการรับรองกลุ่ม HFT จะส่งผลดีต่อตลาดในการลดความผันผวนและสร้างความเท่าเทียมในการซื้อ
ขณะเดียวกัน แนวโน้มตลาดหุ้นไทยต้องกลับมาที่ปัจจัยพื้นฐาน โดย “กำไรบริษัทจดทะเบียน” ยังเป็น “กระดูกสันหลังที่สำคัญสุดของตลาด” แม้นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐหรือการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่จาก BOI มาจดทะเบียนในตลาดหุ้น (BOI to IPO) จะเป็นแนวโน้มดีและน่าสนับสนุนเพื่อสร้าง S-Curve ใหม่
แต่เกณฑ์การคัดกรองต้องเข้มงวด โดยควรเน้นที่ผลกำไร (Earning) มากกว่าแค่ “มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด” (Market Cap) เพื่อลดความเสี่ยงให้นักลงทุน และหากบริษัทรายงานกำไรที่แข็งแกร่งได้ แม้ภาวะเศรษฐกิจภาพรวมจะชะลอตัว ก็จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้กลับเข้ามาได้เอง
“ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก มองว่าเป็นแรงกดดันที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องออกมาตรการใหม่ทั้งการปรับ Tick Size เพื่อลดต้นทุน และการจัดระเบียบ HFT เพื่อมุ่งหวังเพิ่มความลึกให้ตลาด หวังดึงเม็ดเงินให้กลับมาค้นหาผลตอบแทน (Search for Yield) ในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอีกครั้ง”
อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงที่เหลือปีนี้มองว่า “ชะลอตัวลง” จากทิศทางผลประกอบการของบจ. ในไตรมาส 2 ปี 2569 คาดการณ์ว่าอาจเห็นภาพการชะลอตัวหรือมีผลขาดทุนในบางกลุ่มต่างจากไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ได้รับอานิสงส์จากกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่มีกำไรจากสต็อกสินค้า
แต่สิ้นปีนี้ยังยืนยันเป้าหมายดัชนีที่ 1,600 จุด ตามสมมติฐานเดิมที่วางไว้ เพราะมองว่า “Downside มีจำกัด” และจากสภาวะปัจจุบันที่อัตราเงินเฟ้อเกือบ 3% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากราว 1% อย่างชัดเจน จะเป็น “ปัจจัยบวก” ผลักดันให้นักลงทุนเริ่มโยกย้ายฐานเงินฝากออกมาค้นหาผลตอบแทนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่มี “พื้นฐานแกร่ง” และ “จ่ายปันผลสม่ำเสมอ” เพื่อรักษาอำนาจซื้อของเงินทุนไว้

