วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569

Login
Login

“หมอชาย-หุ้นพอร์ทระเบิด” เตือนวิกฤต “ฟองสบู่เอไอ” หุ้นเทคฯ จ่อปรับฐาน “ครั้งใหญ่” หลังไอพีโอ

“หมอชาย-หุ้นพอร์ทระเบิด” เตือนวิกฤต “ฟองสบู่เอไอ” หุ้นเทคฯ จ่อปรับฐาน “ครั้งใหญ่” หลังไอพีโอ

“หมอชาย” หวั่นภาวะฟองสบู่เอไอจากกระแส FOMO ทำตลาดหุ้นเทคฯ เสี่ยงปรับฐานครั้งใหญ่ ผสานตัวเร่งปฏิกิริยาการเข้าไอพีโอของบริษัทเทคฯ ชั้นนำอย่าง OpenAI-Anthropic-SpaceX บั่นทอนความหวังและจินตนาการที่เคยหนุนราคาหุ้น แนะอย่าประมาทเตรียมจับตา 4 สัญญาณเตือนภัย

นพ.จักรินทร์ สราญฤทธิชัย หรือ “หมอชาย” นักลงทุนสายไฮบริด เจ้าของเพจหุ้น “พอร์ทระเบิด” เปิดเผยในงาน “เอไอ Investment Frontier: ก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย เอไอ” ว่า ภาวะความคลั่งไคล้กลัวตกกระแส หรือ FOMO ในการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเอไอ กำลังก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่หรือ “เอไอบับเบิ้ล” ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นต้องเผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ เมื่อบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง OpenAI, Anthropic หรือ SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ตลาดขับเคลื่อนด้วย “ความหวัง” และ “จินตนาการ” ที่ไม่มีใครรู้จุดจบที่แน่นอน แต่เมื่อบริษัทเหล่านี้เข้าสู่ตลาด ข้อมูลทางการเงินและโมเดลธุรกิจที่แท้จริงจะถูกเปิดเผยออกมา ว่าบริษัทสามารถทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งสภาวะดังกล่าวจะทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจาก “ความลึกลับ” ที่เคยช่วยหนุนราคาหุ้นจะหายไป และถูกแทนที่ด้วยตัวเลขจริงในงบการเงิน

จากสถิติ วัฏจักรของ “FOMO Curve” สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อใดที่ความหวังถูกผลักดันจนถึงจุดสูงสุดและแทนที่ด้วยความเป็นจริง ตลาดมักจะจบด้วยการปรับฐานอย่างรุนแรง ก่อนจะแกว่งตัวออกด้านข้างเพื่อรอให้ผลประกอบการเติบโตตามมาทันราคาหุ้น

“ผมเห็นด้วยที่บอกว่าตอนนี้เรากำลังขี่บับเบิ้ลอยู่ แต่ถ้าไม่เป็นแบบนี้ เราก็ไม่มีโอกาส ถูกไหมครับ ผมเห็นในโซเชียลว่าหลายคนแชร์กำไรจากการลงทุน ดูได้ครับ ดีใจได้ครับ แต่อย่าประมาทนะครับ เพราะว่าเมื่อไหร่ที่มันระเบิดมา มันจะเอาคืนเราเพียบ”

ทั้งนี้ การจับจังหวะตลาดและมองหาพิกัดปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็น โดยจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังและจับตามองอย่างใกล้ชิด ประกอบไปด้วย “4 สัญญาณเตือนภัย” ได้แก่

  1. งบลงทุนหรือ “Capex” ของกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์ เช่น Meta, Amazon, Microsoft, และ Google รวมถึงโรงงานผลิตชิปอย่าง TSMC ซึ่งเมื่อไหร่ที่บริษัทเหล่านี้เริ่มลดงบลงทุนในเอไอลง จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงสัญญาณอันตราย
       
  2. หรือหาก “อัตราดอกเบี้ย” มีการกลับทิศทาง หรือ “เงินเฟ้อ” พุ่งสูงขึ้น อาจกระทบต่อตลาดได้เช่นกัน
     
  3. ควรตรวจสอบว่าการลงทุนในเอไอของบริษัท สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้หรือกำไรในงบการเงินได้จริงหรือไม่ ซึ่งจะสะท้อนผ่านผลตอบแทนจากการลงทุน “ROI”
     
  4. “ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์” อีกปัจจัยหน่ึงที่อันตรายและมีความไม่แน่นอนมากที่สุด โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างจีน-ไต้หวัน และจีน-อเมริกา 

อีกด้านหนึ่ง โลกการลงทุนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การนำ "เครื่องมือเอไอ" มาใช้ในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้นักลงทุนสามารถรวบรวมและค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกที่มีความสำคัญ เช่น ข้อมูลทางธุรกิจของบริษัทที่มีจำนวนมาก รวมถึงวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคได้ในเวลาไม่นาน

มากไปกว่านั้น เอไอยังสามารถวิเคราะห์กระแสการไหลของเงินทุน โดยนำข้อมูลสภาวะตลาดในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อหาว่าเม็ดเงินลงทุนกำลังไหลเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมไหนมากผิดปกติ 

อย่างในช่วงต้นเดือนมี.ค. ก่อนที่จะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงในสงครามอิหร่าน เอไอพบว่ามีเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ ETF กลุ่มพลังงานของสหรัฐฯ เช่น XLE รวมถึงหุ้นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง Exxon, Chevron และ EOG ราวกับรู้ว่าจะเกิดสงคราม

โดยมองว่าความแม่นยำของเอไอในการวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขเพียงอย่างเดียว โดยไม่รวมปัจจัยด้านความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่น ๆ ถือว่าอยู่ในระดับสูงที่ 80-90% สามารถช่วยในการปรับพอร์ตและทำให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสได้ก่อน

อย่างไรก็ตาม อาการหลอนหรือ “ฮาลูซิเนชัน” จากการที่เอไอสร้างข้อมูลขึ้นมาเองแบบผิด ๆ อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะเป็นข้อมูลง่าย ๆ อย่างมาร์เก็ตแคปหรือราคาปิดตลาด โดยสิ่งที่ควรระวังคือการใช้เอไอมาคำนวณค่าแวลูเอชัน เช่น DCF เพราะหากตัวแปรเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยผลลัพธ์อาจแตกต่างกันสิ้นเชิง

นักลงทุนควรทำตัวเป็น “นักเรียน” ที่ดีและ “ลับคมทักษะ” ของตนเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เข้าใจที่มาของตัวเลขเหล่านั้น และไม่ควรเชื่อเอไอ 100% สิ่งสำคัญคือต้องมีความสามารถในการ “วิเคราะห์เชิงลึก” มีความ “ยืดหยุ่น” ในการทบทวนความผิดพลาดของตัวเอง และวางแผนการเงินให้ดี รวมถึงมีเงินสดสำรองไว้เพื่อความปลอดภัย