ผลประกอบการไตรมาส 1/69 ของบริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศออกมาครบแล้ว และพบว่ามีหลายบริษัทในกลุ่ม SET100 โชว์กำไร "โตแรงเกินคาด" โดยเฉพาะ 7 หุ้นที่กำไรสุทธิพุ่งทะลุ +100% จากปีก่อน สะท้อนทั้งการฟื้นตัวของธุรกิจและแรงหนุนจากปัจจัยเฉพาะตัว
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า หุ้นบางตัวเริ่มส่งสัญญาณผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ส่งผลให้ราคาหุ้นหลายบริษัทเริ่มเคลื่อนไหวโดดเด่นเหนือกว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ "กรุงเทพธุรกิจ" ขออาสาพาไปสำรวจ 7 หุ้น SET100 ฟอร์มแกร่ง กำไรไตรมาส 1/69 โตทะลุ 100% มีตัวไหนเข้าตากันบ้าง
1.บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) SPRC
ทั้งนี้ กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 7,366.93 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 713.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,653.41 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 932.47% โดยได้แรงหนุนจากค่าการกลั่นที่สูงขึ้นและกําไรจากสต็อกน้ำมัน
- เฮอร์เบิร์ต แมทธิว เพนน์ ที่ 2 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
- SPRC มีมาร์เก็ตแคป 31,868.88 ล้านบาท
- ราคาตั้งแต่ต้นปี +24.58%
- เงินปันผลตั้งแต่ต้นปีที่ 6.12%
- ราคาย้อนหลังในช่วง 1 ปี 8.20 / 4.28 บาท
- P/E 3.46 เท่า
ฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี ระบุว่า ยังมีมุมมอง “Neutral” ต่อข้อมูลจากการประชุมนักวิเคราะห์ แม้แนวโน้มค่าการกลั่นในไตรมาส 2/2569 จะเผชิญความท้าทายจาก Product Spread ที่เริ่มชะลอตัวตามอุปสงค์ที่อ่อนลง ประกอบกับต้นทุน Crude Premium ที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากมาตรการขอความร่วมมือลดราคาน้ำมันของภาครัฐ แต่ภาพรวมยังไม่ได้แย่กว่าที่ตลาดและฝ่ายวิจัยประเมินไว้ก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน ยังมองว่าปี 2569 บริษัทมีแนวโน้มรักษาระดับกำไรและจ่ายเงินปันผลได้ในระดับที่น่าสนใจ แม้จะมีการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ของโรงกลั่นในบางช่วง ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 8.30 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าช่วงที่กำไรอ่อนตัวในไตรมาส 2/2569 อาจเป็นจังหวะทยอยสะสม เพื่อรอการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2571
ปัจจัยหนุนระยะถัดไปประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ภาวะอุปทานโรงกลั่นโลกที่ยังตึงตัว สนับสนุนค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงปี 2569-2571 ขณะที่ TOP ยังมีภาระปิดซ่อมและทยอยเดินเครื่องโครงการ CFP ในช่วงปี 2570-2571 ขณะที่ 2.บริษัทได้ประโยชน์จากภาวะ Supply Disruption ในปี 2569 มากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น เนื่องจากไม่มีการทำ Hedging และ 3.แนวโน้มค่าใช้จ่ายอยู่ในทิศทางลดลง และประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้นหลังการอัปเกรดโรงกลั่น
2.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) SCC
ทั้งนี้ กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 6,222.96 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 1,098.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,124.11 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 466.32%
- ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่
- SCC มีมาร์เก็ตแคป 272,400.00 ล้านบาท
- ราคาตั้งแต่ต้นปี +23.71%
- เงินปันผลตั้งแต่ต้นปีที่ 2.20%
- ราคาย้อนหลังในช่วง 1 ปี 243.00 / 152.50 บาท
- P/E 14.19 เท่า
ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี มองบวกอ่อนๆ ต่อ SCC หลังทิศทางอัตรากำไรทุกธุรกิจปี 2569 เริ่มฟื้นตัว ทั้งธุรกิจซีเมนต์ที่ทยอยขึ้นราคา ปิโตรเคมีที่ได้แรงหนุนจาก Supply ตึงตัวในตะวันออกกลาง และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่สามารถปรับราคาขายตามต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2571 ขึ้น 4-5% โดยคาดกำไรปกติปี 2569 อยู่ที่ 13,632 ล้านบาท เติบโต 267% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม แม้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 255 บาทต่อหุ้น แต่ลดคำแนะนำลงเป็น “Neutral” จากเดิม “Buy” เนื่องจากราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังการฟื้นตัวและดีลร่วมธุรกิจกับ PTTGC ไปพอสมควรแล้ว ขณะที่ยังรอติดตามความชัดเจนของ Synergy เพิ่มเติมในช่วงไตรมาส 3/2569
3.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) TOP
ทั้งนี้ กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 19,481.16 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 3,503.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15,977.65 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 456.05%
- พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
- TOP มีมาร์เก็ตแคป 105,548.73 ล้านบาท
- ราคาตั้งแต่ต้นปี +31.25%
- เงินปันผลตั้งแต่ต้นปีที่ 3.81%
- ราคาย้อนหลังในช่วง 1 ปี 56.75 / 26.00 บาท
- P/E 3.45 เท่า
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้นเป็น 2 หมื่นล้านบาท และปี 2570 เป็น 1.5 หมื่นล้านบาท หลังปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่นให้สะท้อนความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงผลกระทบจากมาตรการลดราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ยังคงมุมมองระมัดระวัง เนื่องจากกำไรปกติไตรมาส 1/69 คิดเป็น 48% ของทั้งปี ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลังยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งความเสี่ยงขาดทุนสต็อกน้ำมัน ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้นราว 900 ล้านบาทต่อปี และอุปสงค์น้ำมันที่อาจชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจและราคาน้ำมันระดับสูง นอกจากนี้ ผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วง 9 เม.ย.–19 พ.ค. คาดกระทบกำไรไตรมาส 2/69 ราว 2.6 พันล้านบาท
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายใหม่ 60 บาท มองหุ้นยังมีมูลค่าไม่แพง ซื้อขายที่ PBV เพียง 0.6 เท่า พร้อมได้แรงหนุนระยะยาวจากโครงการ CFP และการเริ่มใช้งาน SBM#2 ตั้งแต่ไตรมาส 2/69 ซึ่งช่วยลดค่าขนส่งได้ราว 120 ล้านบาทต่อเดือน
4.บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) BCPG
ทั้งนี้ กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 722.29 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 152.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 569.71 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 373.38%
- รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
- BCPG มีมาร์เก็ตแคป 20,371.16 ล้านบาท
- ราคาตั้งแต่ต้นปี +0.74%
- เงินปันผลตั้งแต่ต้นปีที่ 5.15%
- ราคาย้อนหลังในช่วง 1 ปี 9.60 / 5.25 บาท
- P/E 14.29 เท่า
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 300-400 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน แม้เข้าสู่ช่วง High Season ของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย เนื่องจากแรงกดดันจากการพ้นช่วง High Season ของโครงการลม Monsoon
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปีก่อน คาดกำไรยังเติบโตต่อเนื่อง จากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น หลังปรับขึ้นค่าความพร้อมจ่ายเป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ต่อวันในเดือน มิ.ย. 69 รวมถึงการรับรู้รายได้จากโครงการ Monsoon เต็มปี และปริมาณน้ำในลาวที่คาดสูงขึ้นจากปีก่อน
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ปรับราคาเหมาะสมใหม่ลงเหลือ 10.30 บาทต่อหุ้น แต่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” มองราคาหุ้นระยะสั้นอาจถูกกดดันจากกำไรไตรมาส 1/69 ที่ต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ตาม ระยะกลาง-ยาวยังมีโอกาสเติบโตตามกระแส Data Center และ AI ในสหรัฐฯ ขณะที่ปัจจุบันหุ้นซื้อขายบน PER ปี 2569 เพียง 9.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ราว 15.7 เท่า จึงยังเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว
5.บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) TRUE
ทั้งนี้ กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 6,588.72 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 1,633.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,954.84 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 303.26%
- ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม
- TRUE มีมาร์เก็ตแคป 487,184.62 ล้านบาท
- ราคาตั้งแต่ต้นปี +29.36%
- เงินปันผลตั้งแต่ต้นปีที่ 2.20%
- ราคาย้อนหลังในช่วง 1 ปี 15.00 / 10.10 บาท
- P/E 34.32 เท่า
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินปันผลปี 2569 ของ True Corporation จากเดิม 0.49 บาทต่อหุ้น เป็น 0.56 บาทต่อหุ้น หลังบริษัทปรับนโยบายจ่ายปันผลเป็นรายไตรมาส และมีแนวโน้มจ่ายในอัตรา payout ratio สูงกว่าที่คาด โดยอิงสมมติฐาน payout ratio ที่ 80% พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 16 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธี DCF ภายใต้สมมติฐาน WACC 9% และ Terminal Growth 1.5%
ทั้งนี้ มองว่า ราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่แพง โดยซื้อขายที่ EV/EBITDA ปี 2569 เพียง 7.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 8-9 เท่า อีกทั้งยังให้คาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลปี 2569 ราว 3.9% และยังมีโอกาสเกิด Upside ต่อประมาณการปีนี้อีกด้วย
6.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) BCP
ทั้งนี้ กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 6,143.76 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 2,115.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,028.46 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 190.44%
- ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่
- BCP มีมาร์เก็ตแคป 50,437.94 ล้านบาท
- ราคาตั้งแต่ต้นปี +31.73%
- เงินปันผลตั้งแต่ต้นปีที่ 3.07%
- ราคาย้อนหลังในช่วง 1 ปี 40.75 / 24.20 บาท
- P/E 7.29 เท่า
บล.กรุงศรี ระบุว่า แนวโน้ม BCP ในไตรมาส 2/69 แม้ธุรกิจโรงกลั่นอาจเผชิญแรงกดดันจาก Stock Loss แต่คาดผลกระทบไม่มาก หลังบริษัททยอยลดการใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางต่อเนื่อง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุน crude premium น้อยกว่ากลุ่ม
ขณะที่กำไรปกติไตรมาส 2/69 คาดลดลงจากไตรมาสก่อน ตามค่าการกลั่นที่อ่อนตัวและภาระส่วนลดราคาดีเซล แม้ธุรกิจ OKEA จะฟื้นตัวจากภาวะอุปทานตึงตัวตลอดทั้งไตรมาส
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2571 ขึ้น 17%, 7% และ 2% ตามลำดับ สู่ระดับ 9,657 ล้านบาท, 9,305 ล้านบาท และ 9,129 ล้านบาท สะท้อนสมมติฐานราคาก๊าซ น้ำมันดิบ และค่าการกลั่นที่สูงขึ้น จากความเสี่ยงการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อาจทำให้อุปทานพลังงานตึงตัวมากกว่าคาด
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายปี 2569 ขึ้นเป็น 49 บาทต่อหุ้น และยังเลือก BCP เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของกลุ่มโรงกลั่น จากจุดแข็งด้านต้นทุนน้ำมันดิบที่พึ่งพาตะวันออกกลางต่ำ ไม่มีแผนปิดซ่อมโรงกลั่น และเริ่มใช้ท่าเรือ VLCC ช่วยลดค่าขนส่ง รวมถึงได้แรงหนุนจากธุรกิจ OKEA ที่อานิสงส์จากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้นยังซื้อขายบน PER เพียงราว 4 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มโรงกลั่นที่ราว 7-8 เท่า
7.บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) CENTEL
ทั้งนี้ กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 2,142.54 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 747.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,394.69 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 186.50%
- ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
- CENTEL มีมาร์เก็ตแคป 43,200.00 ล้านบาท
- ราคาตั้งแต่ต้นปี -6.57%
- เงินปันผลตั้งแต่ต้นปีที่ 2.09%
- ราคาย้อนหลังในช่วง 1 ปี 40.50 / 19.40 บาท
- P/E 12.75 เท่า
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 2/69 ของ CENTEL จะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้คาดว่าจะลดลงจากไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล
โดยแรงหนุนหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของโรงแรมใหม่ 2 แห่งในมัลดีฟส์ ซึ่งจะเข้ามาชดเชยผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวลงของโรงแรมร่วมทุน (JV) ในดูไบ ทั้งนี้ ประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 40 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธี DCF ภายใต้สมมติฐาน WACC ที่ 6% และอัตราการเติบโตระยะยาว 1.5%

