วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” วันนี้ (22 พ.ค. 2569) ปิดบวก 6.00 จุด แรงหนุนกลุ่มชิ้นส่วนฯ รับธีมเอไอ-ดาต้าเซ็นเตอร์

“หุ้นไทย” วันนี้ (22 พ.ค. 2569) ปิดบวก 6.00 จุด แรงหนุนกลุ่มชิ้นส่วนฯ รับธีมเอไอ-ดาต้าเซ็นเตอร์

"หุ้นไทย" วันนี้ (22 พ.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,538.67 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.00 จุด หรือ 0.39% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากแรงซื้อ ในหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย DELTA และ CCET รับกระแสการเติบโตของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดีกว่าคาด

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (22 พ.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,538.67 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.00 จุด หรือ 0.39% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,542.25 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,533.03 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 60,033.83 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. TRUE ราคาปิด 13.80 บาท ลดลง 0.30 บาท หรือ 2.13% มูลค่าซื้อขาย 4,585.59 ล้านบาท
     
  2. DELTA ราคาปิด 332.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท หรือ 1.84% มูลค่าซื้อขาย 4,502.71 ล้านบาท
     
  3. CCET ราคาปิด 7.95 บาท เพิ่มขึ้น 1.20 บาท หรือ 17.78% มูลค่าซื้อขาย 4,401.96 ล้านบาท
     
  4. KTB ราคาปิด 34.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.72% มูลค่าซื้อขาย 3,590.23 ล้านบาท
     
  5. KBANK ราคาปิด 197.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 3,077.32 ล้านบาท

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวในกรอบแคบ โดยได้แรงหนุนมาจากหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA, ,HANA, CCET และ KCE เป็นหลัก สอดคล้องไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอ หนุนหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอย่างยอดขายบ้าน และ PMI ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเริ่มกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งโดย WTI เพิ่มขึ้น 3% และ Brent 2% จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่แน่นอน เข้ากดดันอัปไซด์ดัชนี

ขณะที่ในสัปดาห์หน้า (25 พ.ค.) คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,500 จุด แนวต้าน 1,555 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐคืนนี้

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุน เนื่องจากดัชนีปรับขึ้นมาใกล้เต็มแวลู ที่พีอี 16 เท่า และกระจุกตัวอยู่ในหุ้นไม่กี่กลุ่ม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยแนะนำกลุ่มธนาคารพาณิชย์อย่าง SCB จากปันผลเด่นที่ 8% และกลุ่มส่งออกอย่าง TU, ITC จากแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่า