'ธนาคารกสิกรไทย' เผยมูลค่าพอร์ต 'สินเชื่อ SME' เติบโต 0.5% สูงกว่าเป้าหมายที่ธนาคารตั้งไว้ สวนทางพอร์ต 'สินเชื่อรวม' ไตรมาส 1 ปี 2569 ที่หดตัว 1.1% จากช่วงสิ้นปี หลังเศรษฐกิจชะลอตัว โดยตั้งเป้าสินเชื่อรวมทั้งปีโต 0-2% เน้นกลยุทธ์ปล่อยสินเชื่อระมัดระวัง คัดเลือก 'คนที่ใช่และธุรกิจที่ใช่'
ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมสินเชื่อในไตรมาส 1 ปี 2569 หดตัวลงเล็กน้อย 1.1% มูลค่า 2,449,000 ล้านบาท เทียบกับสิ้นปี 2568 ที่ 2,477,000 ล้านบาท โดยปัจจัยหนึ่งมาจากการลดลงของสินเชื่อ ตามแนวทางการขยายสินเชื่ออย่างระมัดระวังเพื่อให้สอดคล้องสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีแนวโน้มชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม พอร์ตสินเชื่อ SME ยังคงเติบโตได้ราว 0.5% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 588,000 ล้านบาท สูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ -5% ถึง 0%
มองไปข้างหน้า ธนาคาร ยังคงตั้งเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อใหม่อย่างต่อเนื่อง คาดว่าการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อในภาพรวมในปี 2569 จะเติบโตได้ราว 0-2% จากปีที่ผ่านมา
โดยยังเน้นกลยุทธ์ในการเลือก “ธุรกิจที่ใช่และคนที่ใช่” ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินด้วยการสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่ออย่างระมัดระวัง เนื่องจากต้องคำนึงถึงปัจจัยความไม่แน่นอนภายนอก เช่น ผลจากสงครามที่กระทบเศรษฐกิจ
รายละเอียดพอร์ตสินเชื่อโดยรวม จำแนกได้ตามประเภทของสินเชื่อ ดังนี้
- สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate Loans): มียอดสินเชื่อลดลงจาก 1.01 ล้านล้านบาท มาอยู่ที่ 0.99 ล้านล้านบาท คิดเป็นการหดตัว 1.9% “อยู่ในกรอบ” เป้าหมายทั้งปีซึ่งอยู่ที่ -2% ถึง 0% โดยมีอัตราผลตอบแทน (Yield Range) อยู่ที่ 3 – 5%
- สินเชื่อรายย่อย (Retail Loans): ลดลงจาก 0.776 ล้านล้านบาท มาอยู่ที่ 0.77 ล้านล้านบาท หดตัว 0.8% “ต่ำกว่า” เป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่ 5% ถึง 7% โดยมีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 5 – 7%
- สินเชื่อธุรกิจขนาดย่อม (SME Loans): เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 0.585 ล้านล้านบาท เป็น 0.588 ล้านล้านบาท เติบโต 0.5% “สูงกว่า” เป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่ -5% ถึง 0% โดยมีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 5 – 7%
- สินเชื่อประเภทอื่น ๆ (Other Loans): ปรับตัวลดลงจาก 0.105 ล้านล้านบาท มาอยู่ที่ 0.1 ล้านล้านบาท หดตัว 4.4%
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนรวมของพอร์ตสินเชื่อ (Total Loans Yield) ในไตรมาส 1 ปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 4.8%
รายงานภาพรวมผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ของ KBank ระบุว่า อัตราส่วน "ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ" (NIM) ในไตรมาสนี้ลดลงมาอยู่ที่ 2.95% จาก 3.23% ในปีที่ผ่านมา เป็นไปตามสภาวะตลาดที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ธนาคารได้ตั้งเป้าหมาย NIM สำหรับปี 2569 ไว้ในช่วง 2.75 – 2.95%
สำหรับ "รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ" (Net Fee Income Growth) ในไตรมาส 1 เติบโตอย่างโดดเด่น 18.43% โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มกองทุนรวมที่ได้รับอานิสงส์จากสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยก่อนเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ธนาคารคาดว่าโมเมนตัมนี้อาจไม่ยั่งยืนตลอดทั้งปีเนื่องจากความไม่แน่นอนหลายประการ จึงตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิทั้งปีไว้ในระดับเลขหลักเดียว (Mid to High-Single digit)
ด้านการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย อัตราส่วน "ค่าใช้จ่ายต่อรายได้" (Cost to Income Ratio) ไตรมาสนี้ปรับตัวดีขึ้นที่ 38.93% เป็นผลจากการรับรู้รายได้พิเศษ การบริหารจัดการกำลังคน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายอัตราส่วนทั้งปีจะอยู่ในช่วง 40% กลาง ๆ
ในส่วนของ "ต้นทุนเครดิต" (Credit Cost) อยู่ที่ 1.6% สูงสุดของกรอบเป้าหมายที่ 1.4-1.6% สะท้อนถึงการตั้งสำรองอย่างรอบคอบเพื่อรองรับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางเศรษฐกิจ สามารถควบคุมอัตราส่วน "เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ" ต่อสินเชื่อรวม (Gross NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับต่ำที่ 3.19% ดีกว่าเป้าหมายซึ่งต้องต่ำกว่า 3.25%
นอกจากนี้ ธนาคารยังมีนโยบายการจ่าย "เงินปันผล" ที่ยั่งยืนโดยกำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ไม่ต่ำกว่า 50% และตั้งเป้าหมายที่ระดับ 50 – 60% ในระยะปานกลาง พร้อมโอกาสในการจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติมตามสภาพตลาดและระดับเงินกองทุน
ธนาคารมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 10.05% และอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) อยู่ที่ 1.29% ซึ่งทั้งสองตัวเลขปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีปัจจัยหนุนส่วนหนึ่งจากการรับรู้รายได้พิเศษครั้งเดียว จำนวน 1,455 ล้านบาท

