"หุ้นไทย" วันนี้ (22 พ.ค. 2569) ปิดตลาดช่วงเช้าที่ 1,537.12 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.45 จุด หรือคิดเป็น 0.29% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากน้ำมันดิบปรับตัวลดลง หลังได้สัญญาณบวกจากการเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาแกร่ง หนุนบรรยากาศการลงทุน
"ตลาดหุ้นไทย" วันนี้ (22 พ.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,537.12 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.45 จุด หรือคิดเป็น 0.29% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,541.96 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,533.03 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 32,036.23 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- CCET ราคาปิด 8.15 บาท เพิ่มขึ้น 1.40 บาท หรือ 20.74% มูลค่าซื้อขาย 2,699.71 ล้านบาท
- TRUE ราคาปิด 14.00 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 0.71% มูลค่าซื้อขาย 2,449.23 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 196.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.25% มูลค่าซื้อขาย 1,878.53 ล้านบาท
- DELTA ราคาปิด 330.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.23% มูลค่าซื้อขาย 1,780.92 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 34.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.72% มูลค่าซื้อขาย 1,749.91 ล้านบาท
ทีมนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเอสแอล จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทยในวันนี้มีแนวโน้มแกว่งตัวในทางบวก ขานรับการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่มีสัญญาณเชิงบวก แม้จะยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ
ส่งผลต่อ 'ตลาดหุ้นสหรัฐ' ปิดบวกจากแรงหนุนของ 'ราคาน้ำมัน' ย่อตัวตามความความหวังด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยน้ำมันดิบ WTI ปิดลบ 1.94% ที่ 96.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบ Brent ปิดลบ 2.32% ที่ 102.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ดัชนีดาวน์โจนส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.55%, S&P500 0.17% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.09% แม้ว่าหุ้น Nvidia จะปรับตัวลดลง 1.8% จากแรงขายทำกำไรหลังจากรายงานผลประกอบการออกมาดี
'ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ' ออกมาแข็งแกร่ง ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกต่ำกว่าคาดที่ 209,000 ราย ขณะที่ PMI ภาคการผลิตเดือนพ.ค. เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 55.3 สูงสุดในรอบ 48 เดือน โดย Fed Atlanta ปรับคาดการณ์จีดีพี ไตรมาส 2 ขึ้นสู่ระดับ 4.3% สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวดี แต่ภาพรวมตลาดยังไม่มั่นใจว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยได้เร็ว ส่งผลให้ตลาดเริ่มให้น้ำหนักว่าเฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาดไว้เดิม
ปัจจัยภายในประเทศ มีปัจจัยหนุนจากมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมทั้ง พ.ร.ก. กู้เงิน ที่ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีการประเมินว่าหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลง อาจส่งผลช่วยหนุนให้ดัชนีหุ้นไทยไปทดสอบจุดสูงก่อนหน้าที่ระดับ 1,545 จุดได้
ในระยะต่อไป คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,515 แนวต้าน 1,540 จุด โดยปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้าที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การรายงานตัวเลข Core PCE ประจำเดือนเม.ย.ของสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นตามราคาพลังงานโลก ตัวเลขการส่งออกของไทยประจำเดือนเม.ย. ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตามภูมิภาค
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำหุ้น CRC โดยให้เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ระดับ 21.00 บาท

