วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569

Login
Login

KTC แย้มกำไรปี69 นิวไฮ โตสวนเศรษฐกิจอืด ยอดใช้จ่าย เม.ย.-พ.ค. พุ่ง

KTC แย้มกำไรปี69 นิวไฮ โตสวนเศรษฐกิจอืด ยอดใช้จ่าย เม.ย.-พ.ค. พุ่ง

นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลต่อภาพรวมอุตสาหกรรมบัตรเครดิต ในไตรมาส 1 ปี 2569 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตร เติบโตเพียง 0.2% แต่สำหรับเคทีซีสามารถทำผลงานเติบดีกว่า สะท้อนผ่านมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโตถึง 3.7%

ขณะที่ ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. นี้ จะยังคงมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ แต่เรายังพบยอดใช้จ่ายผ่านบัตรสามารถเติบโตต่อเนื่อง “สองหลัก” (Double digits) อย่างแข็งแกร่ง และมั่นใจว่าปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้

สำหรับ เป้าหมายสิ้นปีนี้ KTC คาดว่าจะทำกำไรได้ New High อีกครั้งต่อเนื่องจากปีที่แล้ว สำหรับนโยบายปันผลที่ประกาศ 55% ถือเป็นระดับที่ยั่งยืนสำหรับผู้ถือหุ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีนโยบายการจ่ายปันผลระหว่างกาล

KTC แย้มกำไรปี69 นิวไฮ โตสวนเศรษฐกิจอืด ยอดใช้จ่าย เม.ย.-พ.ค. พุ่ง

พร้อมกับยังคงตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 5% และเพิ่มสมาชิกใหม่อีก 250,000 ราย ผ่านช่องทาง e-Application บน KTC Mobile เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z ได้มากขึ้น โดยคาดพอร์ตสินเชื่อรวมจะขยายตัว 1-2% มีสินเชื่อส่วนบุคคล คาดเติบโต 2% เพิ่มสมาชิกใหม่ 110,000 ราย รักษาอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL) อยู่ในระดับไม่เกิน 2% 

อย่างไรก็ตาม ยอมรับเริ่มเห็นสัญญาณความระมัดระวังในการใช้จ่าย โดย “ยอดใช้จ่ายต่อบิล” (Ticket size) ปรับตัวลดลงในบางหมวด เช่น ร้านอาหารที่ลดจากเฉลี่ย 1,000 บาท เหลือประมาณ 700-800 บาท ขณะที่ หมวดท่องเที่ยวมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางไกลไปยังแถบยุโรป เป็นการท่องเที่ยวในประเทศและประเทศระยะใกล้ในเอเชียแทน เช่น จีน ซึ่งสอดรับกับกลยุทธ์ของเคทีซีที่ร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง ททท. เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่เหล่านี้ ในหมวดอื่นเช่น น้ำมัน มียอดลดลงส่วนหนึ่งจากการขึ้นราคาและการเปลี่ยนไปใช้รถ EV ,ประกันและไอทียังเติบโตได้ดี และออนไลน์มีจำนวนรายการเติบโตสูงถึง 20%

นอกจากนี้ เรามีมุมมองว่าแม้จะมีการปรับเกณฑ์การชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) มาอยู่ที่ 8% เคทีซีไม่พบสัญญาณที่น่ากังวลหรือผลกระทบอย่างเป็นสาระสำคัญ เนื่องจากลูกหนี้ส่วนใหญ่ยังมีความสามารถในการชำระดี ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าตามแนวทาง Responsible Lending เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่องตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

และ การที่ ธปท. เข้ามาควบคุมธุรกิจ Buy Now Pay Later (BNPL) มองว่าเป็นเรื่องดีต่ออุตสาหกรรม เพราะจะทำให้ข้อมูลถูกรายงานในระบบ Credit Bureau ช่วยให้การปล่อยสินเชื่อมีคุณภาพมากขึ้น ประกอบกับในด้านการบริหารจัดการหนี้ของเคทีซีได้จัดการโอนขายหนี้ในโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ให้แก่ SAM ไปตั้งแต่ต้นปี โดยได้ตั้งสำรองไว้ครบถ้วนแล้วตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีก่อน จึงไม่กระทบต่อผลประกอบการในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ยังคงส่งเสริมวินัยทางการเงินผ่านโครงการ “เคลียร์หนี้เกี้ยง” ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 17 ช่วยเหลือลูกหนี้ไปแล้วกว่า 6,000 ราย โดยล่าสุดมีการเคลียร์หนี้ให้ลูกหนี้ผู้โชคดีสูงสุดถึง 1.2 ล้านบาท ทางด้านแผนการดำเนินธุรกิจช่วงที่เหลือปีนี้ เคทีซียังเดินหน้ากลยุทธ์การพัฒนา Digital Roadmap เพื่อนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงการให้บริการและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ให้แม่นยำยิ่งขึ้น นางพิทยา กล่าวว่า สำหรับการย้ายระบบหลัก (Core Payment System) เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เดิมคาดเสร็จในไตรมาส 2 แต่อาจขยับไปเป็นต้นไตรมาส 3 นี้เพื่อทดสอบระบบให้มั่นใจว่าการย้ายสู่แพลตฟอร์มใหม่จะราบรื่นที่สุด 

“ระบบใหม่นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการจัดการข้อมูลบน Cloud แต่ยังช่วยให้บริษัทสามารถผลักดันนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการใช้ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน”

ขณะเดียวกัน ด้านธุรกิจนายหน้าประกันภัย ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนยื่นขอใบอนุญาต “Digital Insurance Broker License” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการขายแบบออฟไลน์สู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

สำหรับ ธุรกิจนายหน้าประกันภัย เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเคทีซี พบว่ามีสัญญาณการเติบโตที่ดีขึ้นตามลำดับโดย ปัจจุบันเน้นการเจาะฐานลูกค้าเดิม ด้วยการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงและเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย

“ยืนยันว่าจะไม่เน้นการขายผ่านสาขาที่มีอยู่จำกัดเพียง 7-8 แห่ง แต่จะใช้จุดแข็งด้านพันธมิตรที่หลากหลายและการอัปสกิลพนักงาน Call Center ให้มีใบอนุญาตเพื่อรองรับการขายผ่านช่องทางเทเลเซลส์และออนไลน์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำกว่า”