มหากาพย์คดีปั่นหุ้น MORE ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดทุนไทย ยังคงต้องติดตามต่อ หลังผู้ต้องหารายสำคัญหลายรายถูกอัยการสั่งฟ้อง และศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ขณะที่ “นายสมนึก กยาวัฒนกิจ” ประธานกรรมการบริษัทในเครือตงฮั้ว ยังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนเพิ่มเติม และถูกจับตาในฐานะผู้ต้องหารายสำคัญที่คดียังไม่สิ้นสุด
ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 พนักงานอัยการคดีพิเศษ 3 เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า นายสมนึกได้เดินทางเข้ามารายงานตัวต่อพนักงานอัยการตามนัด หลังจากก่อนหน้านี้ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมในข้อเท็จจริงบางประเด็น
ภายหลังการร้องเรียนดังกล่าว สำนักงานอัยการได้มีหนังสือแจ้งไปยังพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำร้อง และนำข้อมูลกลับมาประกอบการพิจารณาสำนวนคดีอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ยังรอผลการสอบสวนเพิ่มเติม นายสมนึกมีหน้าที่ต้องเดินทางมารายงานตัวต่ออัยการอย่างต่อเนื่อง โดยพนักงานอัยการได้นัดหมายให้มารายงานตัวครั้งถัดไปในวันที่ 22 มิถุนายน 2569
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนได้ว่า การสอบสวนเพิ่มเติมจะแล้วเสร็จเมื่อใด เนื่องจากต้องรอผลสอบสวนจากพนักงานสอบสวนส่งกลับมายังอัยการ เพื่อดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
สำหรับ นายสมนึก กยาวัฒนกิจ หรือ “เสี่ยสมนึก” ถือเป็นนักธุรกิจ และนักลงทุนรายใหญ่ที่เป็นที่รู้จักในตลาดทุน โดยที่ผ่านมาอัยการได้นัดหมายให้มารายงานตัวเพื่อเตรียมส่งฟ้องศาลหลายครั้ง แต่มีการเลื่อนนัดมาแล้วมากกว่า 10 ครั้ง ท่ามกลางกระแสจับตาว่า การดำเนินการขอสอบสวนเพิ่มเติมอาจส่งผลให้กระบวนการคดีล่าช้าออกไปอีกระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ศาลอาญา ได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว น.ส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GSC และนายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ หรือ “เฮียม้อ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE หลังอัยการยื่นฟ้องในคดีเดียวกัน โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีพฤติการณ์ร้ายแรง กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นในตลาดทุน อีกทั้งมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยอาจหลบหนี จึงยกคำร้องขอประกันตัว
สำหรับคดีหุ้น MORE ถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตในตลาดทุนไทยที่สร้างความเสียหายรุนแรง และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย จากพฤติการณ์สร้างธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์เทียม และการปั่นราคาหุ้นผ่านระบบการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ จนทำให้ราคาหุ้น และปริมาณการซื้อขายผิดเพี้ยนไปจากสภาพปกติของตลาด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทหลักทรัพย์ นักลงทุน รวมถึงความเชื่อมั่นของระบบตลาดทุนไทย
คดีดังกล่าวมีลักษณะสำคัญในการร่วมกันสร้างภาพการซื้อขายหุ้นให้มีมูลค่า และปริมาณสูงผิดปกติ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ผู้ลงทุน และตลาด โดยมีการกล่าว หาว่าเป็นการกระทำร่วมกันอย่างเป็นระบบ และมีการวางแผนล่วงหน้า ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 244/3 และมาตรา 244/5 รวมถึงข้อหาร้ายแรงอื่น ทั้งร่วมกันฉ้อโกงประชาชน อั้งยี่ และซ่องโจร
ทั้งนี้ คดีหุ้น MORE มีผู้ถูกกล่าวหารวมทั้งสิ้น 42 ราย ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดา ผู้บริหารบริษัท นักลงทุนรายใหญ่ รวมถึงนิติบุคคลหลายแห่ง โดยถือเป็นหนึ่งในคดีปั่นหุ้นที่มีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีมากที่สุด และมีโครงสร้างเครือข่ายความเชื่อมโยงซับซ้อนเกี่ยวข้องกับบุคคลในแวดวงธุรกิจ และตลาดทุนจำนวนมาก ซึ่งอัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องในหลายสำนวนสำคัญ
สำหรับ จุดเปลี่ยนสำคัญของคดีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นวันที่มีการส่งคำสั่งซื้อหุ้นแบบ ATO (At The Open) ในหุ้น MORE มูลค่ารวมกว่า 4,500 ล้านบาท ในช่วงก่อนเปิดการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ แต่ภายหลังผู้สั่งซื้อหลักกลับไม่สามารถชำระค่าซื้อหลักทรัพย์ได้ ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์ในฐานะนายหน้าซื้อขายต้องรับภาระความเสียหายแทนตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

