นักวิเคราะห์ประสานเสียงเตือน “จุดเริ่มต้นความผันผวนหุ้นไทย” ที่อาจลากยาวตั้งแต่ 1 สัปดาห์ไปจนถึง 1 เดือนข้างหน้า จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อผลักดันราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงสร้างความกังวล “เงินเฟ้อ” หนุนบอนด์ยีลด์สหรัฐเร่งตัวกดดันบรรยากาศลงทุน
“ตลาดทุนไทย” ส่อแววผันผวน หลังเริ่มเห็นสัญญาณ "เม็ดเงินต่างชาติ" (Fund Flow) ที่เคยไหลเข้าสู่หุ้นไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจน เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากนักลงทุนต่างชาติพากันเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยหรือ "บอนด์" ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
“กรภัทร วรเชษฐ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เผชิญแรงขายระยะสั้นจากปัจจัย “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่มีความไม่แน่นอน เป็นแรงผลักดันต่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สร้างแรงกดดันต่อ “เงินเฟ้อ” และผลักดัน “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” หรือ “บอนด์ยีลด์สหรัฐ” ระยะ 10 ปี และ 30 ปี เพิ่มขึ้น ภายหลังการปรับประมาณการความเสี่ยง ซึ่งบ่งชี้ “วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น” อาจมาถึงเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
ฝั่งพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี มีทิศทาง “ขาขึ้น” เช่นเดียวกันสู่ระดับ 2.41% เพิ่มขึ้นราว 0.1% ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นมองว่าแนวโน้มบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนี้จะคงอยู่ราว 1 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน ตามราคาน้ำมันดิบที่ยังคงยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงก็อาจเห็นภาพของบอนด์ยีลด์ที่ปรับลงมาได้เช่นเดียวกัน
“แนวโน้มฟันด์โฟลว์ที่ไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ครั้งนี้ เกิดจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก แต่มองว่าเป็นเพียงระยะสั้น เนื่องจากสิ่งที่ทุกชาติต้องการ และเห็นตรงกันตอนนี้คือการลดระดับความรุนแรง เพราะไม่มีใครอยากแบกรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นระยะกลางหรือระยะยาว”
ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดจะยังคงที่ 1% ตลอดทั้งปี 2569 โดยหากคงไว้ได้ในระดับนี้ คาดว่าจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินและรายจ่ายฝ่ายทุนของภาคเอกชนมาก สอดคล้อง “จีดีพี” ไตรมาส 1 ที่ 2.8% พร้อมทั้งการเติบโตของตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนกว่า 10%
“ภูวดล ภูสอดเงิน” ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล. บัวหลวง กล่าวว่า แรงขายในตลาดพันธบัตรไทยราว 1 หมื่นล้านบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากปัจจัยในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก “ภาวะช็อกจากบอนด์ยีลด์ทั่วโลก” ที่เร่งขึ้นพร้อมกัน จากความกังวลด้านเงินเฟ้อ ซึ่งอาจคงอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่ตลาดคาดไว้
ดังนั้น แรงขายพันธบัตรไทยรอบนี้จึงน่าจะมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
- การลดการถือครองเพื่อลดความเสี่ยงด้านราคาเนื่องจากบอนด์ยีลด์โลกปรับขึ้นเร็ว
- การลดความเสี่ยงในตลาดพันธบัตรประเทศตลาดเกิดใหม่และกลับไปถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์หรือพันธบัตรสหรัฐที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
- ความกังวลด้านเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มองว่าการขายครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการไหลออกต่อเนื่องยาวนาน เพราะสัดส่วนการถือครองบอนด์ไทยของต่างชาติไม่สูงมาก จึงทำให้ความเสี่ยงจำกัดกว่าบางช่วงในอดีต โดยมองโอกาสกลับมาเป็น “ซื้อสุทธิ” ได้ แต่ต้องรอ 2 เงื่อนไขหลัก คือ บอนด์ยีลด์สหรัฐเริ่มนิ่ง และเงินบาทไม่อ่อนต่อเนื่อง
กล่าวคือเมื่อยีลด์สหรัฐหยุดเร่งขึ้นและตลาดเริ่มเห็นความชัดเจนว่า “เงินเฟ้อไม่ได้ลุกลามเป็นรอบใหม่” เม็ดเงินต่างชาติอาจเริ่มกลับมาซื้อบอนด์ไทยบางส่วน ดังนั้น ในระยะสั้น 1-2 สัปดาห์นี้ ฟันด์โฟลว์อาจยังผันผวนสลับระหว่างซื้อกับขาย
สำหรับแรงกดดันต่อ "ตลาดหุ้นไทย" จะมาในรูปแบบของบรรยากาศการลงทุนที่ชะลอตัว ด้วยนักลงทุนทั่วโลกทยอยลดความเสี่ยงและหันไปถือเงินสดหรือดอลลาร์มากขึ้น ทำให้โฟลว์ไหลเข้าหุ้นไทยช้าลง หรือมีแรงซื้อเป็นรายกลุ่ม ไม่ได้ซื้อทั้งตลาดเหมือนช่วงเปิดรับความเสี่ยงเต็มตัว
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบของบอนด์ยีลด์ปรับขึ้นคือ กลุ่มที่แวลูอิงกระแสเงินสดในอนาคตมาก เช่น หุ้นเติบโต,หุ้นเทคโนโลยี และอิเล็กทรอนิกส์ที่พีอีสูง รวมถึงกลุ่มที่มีหนี้และต้นทุนการเงินสูงอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น อสังหาริมทรัพย์, REITs,โรงไฟฟ้าบางส่วน และกลุ่มที่ปันผลไม่สูงพอจะสู้กับบอนด์ยีลด์ได้
ส่วนกลุ่มธนาคารอาจได้ประโยชน์จากยีลด์สูงผ่านส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) แต่ต้องระวังเรื่องคุณภาพสินทรัพย์จากภาวะเศรษฐกิจชะลอ
“วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แรงขายที่เกิดขึ้นในตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก รวมถึงตลาดบอนด์ไทยในเวลานี้ เกิดขึ้นจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นจากทิศทางราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น อันเป็นผลจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน
“มุมมองของนักลงทุนที่มีต่อพันธบัตรเปลี่ยนแปลงไป สมมติง่าย ๆ ว่าเราถือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทน 1% แล้วรู้ว่าในอนาคตผลตอบแทนพันธบัตรจะมากกว่านี้ ผลที่เกิดขึ้นคือเราจะขายพันธบัตรที่เราถืออยู่ เพราะรู้ว่ามูลค่าของมันจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป รวมถึงหันไปถือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าที่ 2% เป็นต้น”
ด้วยเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นนี้ เรามองว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในเดือน ม.ค. ปี2570 ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมทั้งหุ้นและทองคำ
ส่วนธปท. คาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวและได้รับแรงกดดันทางด้านต้นทุนจากปัญหาด้านอุปทาน และการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจเป็นการซ้ำเติมสภาพเศรษฐกิจให้แย่ลงกว่าเดิม
โดยหุ้นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านบอนด์ยีลด์ปรับตัวเพิ่มขึ้นคาดว่าจะเป็นในกลุ่มที่มีค่าพีอีสูง เช่น DELTA กลุ่มที่ได้รับผลกระทบกลาง ๆ ได้แก่ CPALL และ BDMS ส่วนกลุ่มที่มองเป็นปัจจัยบวกได้แก่ธนาคารพาณิชย์ อย่าง KBANK และ SCB

