"หุ้นไทย" วันนี้ (20 พ.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,527.94 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.25 จุด หรือ 0.74% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นำโดย DELTA เก็งกำไรก่อนประกาศงบ NVIDIA ด้านบอนด์ยีลด์สหรัฐยังคงสูงต่อเนื่องกดดันอัปไซด์ดัชนี
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (20 พ.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,527.94 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.25 จุด หรือ 0.74% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,532.03 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,516.78 จุด และมีมูลค่าซื้อขาย รวม 35,281.11 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- DELTA ราคาปิด 322.00 บาท เพิ่มขึ้น 9.00 บาท หรือ 2.88% มูลค่าซื้อขาย 4,018.09 ล้านบาท
- PTT ราคาปิด 37.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.37% มูลค่าซื้อขาย 2,546.85 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 198.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.25% มูลค่าซื้อขาย 2,427.31 ล้านบาท
- HANA ราคาปิด 33.75 บาท เพิ่มขึ้น 4.25 บาท หรือ 14.41% มูลค่าซื้อขาย 2,148.79 ล้านบาท
- BBL ราคาปิด 170.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือ 1.49% มูลค่าซื้อขาย 1,440.12 ล้านบาท
ทีมนักวิเคราะห์ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าได้แรงส่งในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จากแนวโน้มงบการเงินในไตรมาส 1 ของ NVIDIA ซึ่งเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญสำหรับหุ้นในกลุ่มนี้ โดยเบื้องต้น Bloomberg คาดเห็นการขยายตัวของผลประกอบการ 85% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 10% จากไตรมาสก่อน
ปัจจัยต่างประเทศ
ได้รับแรงกดดันจากตัวเลข Bond Yields สหรัฐอายุ 10 ปี และ 30 ปี ที่พุ่งแตะระดับ 4.68% และ 5.19% ทำระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 19 ปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ร่วมกดดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงและตลาดหุ้น
สำหรับสถานการณ์น้ำมันดิบ WTI ในช่วงเช้าแกว่งตัวออกข้างที่บริเวณ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังรองประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐและอิหร่านมีความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพ โดยไม่มีฝ่ายใดต้องการให้ปฏิบัติการทางทหารกลับมาบังคับใช้ แต่อิหร่านยังไม่ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ
ด้านปัจจัยภายในประเทศ
มีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้รับมติเห็นชอบจากที่ประชุม ครม. ครอบคลุมผู้เข้าร่วมกว่า 30 ล้านคน เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค. 69 โดยรัฐออกเงินให้ 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% ทยอยโอนสิทธิ์ให้เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน (มิ.ย. - ก.ย. 69)
โดยวงเงินดังกล่าว รวมแล้วต่อคนสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากเฟส 3 ถือเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก อาหาร ธนาคาร การเงิน ท่องเที่ยว และสื่อสาร นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติอนุมัติมาตรการบรรเทาผลกระทบคู่สัญญารัฐจากวิกฤติตะวันออกกลาง โดยผ่อนผันคำนวณค่า K ชั่วคราว ช่วยพยุงสภาพคล่องธุรกิจก่อสร้าง
ในระยะต่อไป คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,505 จุด และแนวต้าน 1,525 จุด โดยปัจจัยที่ต้องจับตามองในระยะถัดไปคือ การรอจับตารายงานการประชุม FOMC เพื่อจับสัญญาณดอกเบี้ย รวมถึงต้องติดตามตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐที่ลดลงกว่า 4.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ก่อนหน้า
กลยุทธ์การลงทุน มองเป็นบวกต่อหุ้นที่อิงการบริโภคในประเทศและหุ้นที่มีสถิติดีในอดีตเติบโตสอดคล้องโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แนะนำ CK จากปัจจัยหนุนการผ่อนผันกรอบค่า K อีกด้านมอง KTB จากแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายที่ไม่ลดลงต่อ และได้รับประโยชน์จากโครงการคนละครึ่ง

