วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'ซิกเว่ เบรกเก้' ดอดเก็บหุ้น TRUE เพิ่ม 7 แสนหุ้น มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นธุรกิจ

'ซิกเว่ เบรกเก้' ดอดเก็บหุ้น TRUE เพิ่ม 7 แสนหุ้น  มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นธุรกิจ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยข้อมูลแบบรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร (แบบ 59) ล่าสุดพบความเคลื่อนไหวการซื้อหุ้น ของ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ TRUE

ทั้งนี้ นายซิกเว่ ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญ TRUE เพิ่มจำนวน 700,000 หุ้น เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 14.70 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 10.29 ล้านบาท โดยทำรายการผ่าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย)

ภายหลังการเข้าซื้อหุ้นครั้งล่าสุด ส่งผลให้จำนวนการถือครอง หุ้น TRUE ของนายซิกเว่ เพิ่มขึ้นเป็น 2,400,000 หุ้น จากเดิม 1,700,000 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.007% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท

การเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมของผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสะท้อนความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มธุรกิจและทิศทางการดำเนินงานของ TRUE ในระยะข้างหน้า ท่ามกลางการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ยังคงเข้มข้นต่อเนื่อง

ด้าน บล.กรุงศรี ระบุว่า TRUE แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 ศาลปกครองกลาง (CAC) มีคำพิพากษาให้ TRUE ชนะคดีใน 2 คดีที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องของ NT ที่บังคับให้บริษัทชำระผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมจากรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่ายระหว่างประเทศ (IC) สำหรับปีสัมปทานที่ 18, 19 และ 20

ทั้งนี้ ในคดีเกี่ยวกับรายได้ IC สำหรับปีสัมปทานที่ 18 และ 19 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและยกคำร้องของ NT ที่ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงไม่ต้องชำระค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากรายได้ IC ตามที่ NT เรียกร้อง 

ขณะที่ ในคดีเกี่ยวกับรายได้ IC สำหรับปีสัมปทานที่ 20 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องของ NT ที่ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ส่งผลให้บริษัทไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องชำระค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากรายได้ IC ตามที่ NT เรียกร้อง

อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ถูกมองว่า เป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐาน เนื่องจาก TRUE ไม่เคยตั้งสำรองสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นในคดีเหล่านี้ ดังนั้น คำพิพากษาของศาลที่ให้ TRUE ชนะคดีจึงไม่ได้ทำให้ TRUE สามารถกลับรายการข้อเรียกร้องในงบการเงินได้ 

นอกจากนี้ คดีเหล่านี้ยังไม่ถึงที่สุด โดย NT สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับทราบคำพิพากษา  ซึ่งเราคาดว่า NT จะดำเนินการดังกล่าว

เพื่อเป็นการให้ข้อมูลภูมิหลังเกี่ยวกับคดี IC นี้ เราต้องย้อนกลับไปในปี 2019 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2019 บริษัทได้รับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่สั่งให้บริษัทชำระส่วนแบ่งรายได้เพิ่มเติมสำหรับปีสัมปทานที่ 18 เป็นจำนวนเงิน 3.4 พันล้านบาท จำนวน 3.6 พันล้านบาท สำหรับปีสัมปทานที่ 19 และจำนวน 4.3 พันล้านบาท สำหรับปีสัมปทานที่ 20 พร้อมอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่ 7.5% ต่อปี  บริษัทไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ  และได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว ในกรณีนี้ ข้อพิพาททั้งหมดจึงถูกนำเข้าสู่ศาลปกครองกลาง ต่อมา NT ก็ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สำหรับรายได้ IC เช่นกัน

ทั้งนี้ คดี IC เกิดขึ้นจากการที่ NT ไม่อนุญาตให้ผู้รับสัมปทาน (บริษัท) หักค่าใช้จ่าย IC (ที่จ่ายให้แก่ผู้ให้บริการรายอื่น) ออกจากรายได้ IC (ที่ผู้ให้บริการรายอื่นจ่ายสำหรับโครงข่ายของบริษัท) ก่อนที่จะนำส่งส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ NT

โดยคาดการณ์การเติบโตของกำไรที่ 40% ในปีนี้ และเติบโต 20% ในปีหน้า โดยมาจากการเติบโตของรายได้จากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจบรอดแบนด์ (FBB) รวมถึงอัตรากำไรที่ขยายตัวขึ้นจากการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด  ทั้งในส่วนของการดำเนินงานหลักและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย 

นอกจากนี้ ยังคาดว่าเงินปันผลต่อหุ้นจะอยู่ที่ 0.58 บาทในปีนี้ โดยอิงจากอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 75% ณ ราคาปัจจุบัน คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 3.9% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นคงคาแนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาเป้าหมาย 19 บาท เราชอบ TRUE ในธีมหุ้น laggard play ทั้งในแง่ของมูลค่าหุ้น (valuation) และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล เมื่อเปรียบเทียบกับ ADVANC