วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เปิดเคล็ดลับอ่านใจตลาดทุน ดู Bond Yield ให้เป็น แล้วจะรู้ว่าเงินกำลังไหลไปไหน

เปิดเคล็ดลับอ่านใจตลาดทุน ดู Bond Yield ให้เป็น แล้วจะรู้ว่าเงินกำลังไหลไปไหน

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมวันดีคืนดี "หุ้น" ที่เราถืออยู่ถึงร่วงกราวรูด ทั้ง ๆ ที่บริษัทก็ประกาศกำไรเติบโตดี ข่าวร้ายอะไรก็ไม่มี?

บล.ลิเบอเรเตอร์ เผยว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวหุ้น แต่มันซ่อนอยู่ในตลาดที่ใหญ่กว่าตลาดหุ้นหลายเท่า นั่นคือ "ตลาดพันธบัตร" และตัวละครลับที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกการเงินชั่วโมงนี้ก็คือ Bond Yield (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล)

ถ้าอยากอ่านใจ "เงินก้อนใหญ่" ของโลกให้ออก ว่าพวกกองทุนยักษ์ใหญ่หรือต่างชาติเขากำลังคิดอะไร และกำลังจะย้ายเงินไปซ่อนไว้ที่ไหน... นี่คือสูตรลัดที่ต้องรู้
 

Bond Yield คืออะไร? 

Bond Yield คือ "ดอกเบี้ย" ที่รัฐบาลสัญญาจะจ่ายให้เรา เมื่อเราเอาเงินไปให้รัฐบาลกู้ เนื่องจากมันออกโดยรัฐบาล (โดยเฉพาะรัฐบาลสหรัฐฯ) มันจึงถูกมองว่าเป็นทรัพย์สินที่ "ปลอดภัยที่สุดในโลก" ไม่มีวันเบี้ยวหนี้ (ถ้าเบี้ยวคือโลกแตก) ดังนั้น ตัวเลข Bond Yield จึงเปรียบเสมือน "มาตรวัดความโลภและความกลัว" ของนักลงทุนสถาบันทั่วโลกนั่นเอง
 

กฎไม้กระดก: เมื่อ Bond Yield ขยับ เงินจะไหลไปไหน?

คิดง่าย ๆ ว่า เงินในโลกนี้มีจำกัด และมันจะไหลไปหาที่ที่ "ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด ภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด" เสมอ ทันทีที่ Bond Yield เปลี่ยนแปลง มันจะเกิดปรากฏการณ์ย้ายเงินทันที

1.) เมื่อ Bond Yield "พุ่งสูงขึ้น" เงินไหลเข้าพันธบัตร / เทขายหุ้น

เกิดอะไรขึ้น?: รัฐบาลให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น (เช่น ดีดขึ้นไปแตะ 4.6% แบบในปัจจุบัน)

ใจนักลงทุน:"อ้าว! นั่งเฉย ๆ ไม่ต้องเสี่ยง รัฐบาลก็จ่ายดอกเบี้ยให้ตั้งเกือบ 5% แล้ว จะไปเสี่ยงถือหุ้นซิ่ง หรือหุ้นเทคโนโลยีให้ปวดหัวทำไม?"

ทิศทางเงิน:  เงินก้อนใหญ่จะไหลออกจาก ตลาดหุ้น (โดยเฉพาะหุ้นเติบโตสูง หรือ Growth Stocks) รวมถึง ทองคำ เพื่อวิ่งเข้าหาความปลอดภัยที่ได้ผลตอบแทนชัวร์ ๆ ส่งผลให้ตลาดหุ้นมักจะ "ย่อตัว" หรือร่วงลงแรง

2.) เมื่อ Bond Yield "ดิ่งลง"  เงินไหลออกจากพันธบัตร / ไล่ซื้อสินทรัพย์เสี่ยง

เกิดอะไรขึ้น?: ผลตอบแทนพันธบัตรต่ำลงเรื่อย ๆ จนไม่น่าดึงดูด

ใจนักลงทุน: "ผลตอบแทนแค่นี้แพ้เงินเฟ้อแน่ ๆ อยู่เฉยไม่ได้แล้ว ต้องเอาเงินไปลงทุนในที่ที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่านี้!"

ทิศทางเงิน: เงินจะไหลออกจากตลาดพันธบัตร แล้ววิ่งเข้าไล่ราคาใน ตลาดหุ้น หุ้นเทคฯ หุ้นปันผล หรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า ส่งผลให้ตลาดหุ้นกลายเป็น "ขาขึ้น"

วิธีใช้ Bond Yield "อ่านใจตลาด" ก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย

ถ้าอยากเป็นนักลงทุนที่เหนือกว่าตลาดทั่วไป ลองเปิดดูกราฟ US 10-Year Treasury Yield (Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ) วันละครั้ง แล้วใช้สูตรนี้เช็กทิศทางลม:

เห็น Bond Yield พุ่งแรงและเร็ว: ให้ชะลอการซื้อหุ้นเทคโนโลยี หุ้นซิ่ง หรือสินทรัพย์เสี่ยงสูงไว้ก่อน เพราะกำลังจะเจอแรงเทขายทำกำไร ให้เน้นไปที่หุ้นกลุ่ม Defensive (กลุ่มโรงพยาบาล หุ้นสาธารณูปโภค) หรือหุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น

เห็น Bond Yield เริ่มปักหัวลง หรือทรงตัว : เป็นสัญญาณสีเขียวว่า เงินก้อนใหญ่กำลังเตรียมพร้อมไหลกลับเข้าตลาดหุ้น เป็นจังหวะที่ดีในการเริ่มสะสมหุ้นเติบโตพื้นฐานดีที่ราคาปรับฐานลงมาลึก

ใครรอด ใครร่วง? เจาะกลุ่มหุ้น "ผู้ได้ประโยชน์ VS ผู้เสียประโยชน์" ยาม Bond Yield พุ่งสูง

กลุ่มหุ้น "ได้ประโยชน์" (Bond Yield พุ่ง = หุ้นวิ่ง)

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (Banking): เป็นกลุ่มแรกที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ เพราะ Bond Yield ที่สูงขึ้น มักมาพร้อมกับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ธนาคารสามารถทำกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ได้กว้างขึ้น ปล่อยกู้ได้ดอกเบี้ยแพงขึ้น ขณะที่ต้นทุนเงินฝากขึ้นตามช้ากว่า

กลุ่มประกันชีวิต (Insurance): ธุรกิจประกันรับเงินเบี้ยประกันจากเราไป แล้วส่วนใหญ่ต้องนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอย่าง "พันธบัตรรัฐบาล" เมื่อ Bond Yield สูงขึ้น บริษัทประกันก็สามารถล็อกผลตอบแทนระยะยาวที่สูงขึ้นได้ ช่วยให้กำไรจากการลงทุนพุ่งขึ้นตามไปด้วย

กลุ่มบริษัทที่มีเงินสดล้นมือ (Net Cash Companies): บริษัทที่ไม่มีหนี้สิน แต่มีเงินสดฝากธนาคารหรือถือสินทรัพย์สภาพคล่องไว้เยอะ ๆ จะได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้น โดยไม่มีต้นทุนทางการเงินมาฉุดรั้ง

กลุ่มหุ้น "เสียประโยชน์" (Bond Yield พุ่ง = หุ้นร่วง)

กลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตสูง (Tech & Growth Stocks): หุ้นกลุ่มนี้มักจะสร้างกำไรก้อนใหญ่ในอนาคต เมื่อ Bond Yield สูงขึ้น นักวิเคราะห์จะใช้มันเป็นตัวหารเพื่อคิดลดมูลค่าเงินในอนาคตกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน (Discount Rate สูงขึ้น) ทำให้มูลค่าหุ้นเทคฯ ในปัจจุบันดู "แพงขึ้นทันที" จึงมักถูกเทขายก่อนเพื่อน

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มทุนหนาหนี้สูง (High Leverage / Property): กลุ่มที่ต้องกู้เงินมาทำโครงการ หรือต้องออกหุ้นกู้ (Corporate Bond) เพื่อหมุนเงินอยู่ตลอดเวลา ยามที่ Bond Yield พุ่ง ต้นทุนการออกหุ้นกู้ใหม่จะแพงขึ้นทันที ทำให้ดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้นและกำไรลดลง

กลุ่มหุ้นปันผลสูง / REITs / กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน: ปกติคนซื้อหุ้นกลุ่มนี้เพราะอยากได้ปันผลชนะดอกเบี้ยเงินฝาก (เช่น ปันผล 5%) แต่พอ Bond Yield รัฐบาลซึ่งปลอดภัยกว่ามาก ดีดขึ้นมาอยู่ที่ 4.5% - 4.6% ส่วนต่างความคุ้มค่า (Yield Gap) มันแคบลง นักลงทุนจึงยอมเทขายหุ้นปันผลเพื่อย้ายเงินไปซบพันธบัตรรัฐบาลที่ชัวร์กว่า

อย่างไรก็ตาม อย่ามองตลาดทุนแค่กระดานหุ้นสี่เหลี่ยมสีเขียวสีแดงครับ เพราะ Bond Yield คือท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ของโลกการเงิน ถ้าท่อน้ำเลี้ยงนี้ดึงดูดใจ เงินก็ไหลไปที่นั่น แต่ถ้าท่อน้ำเลี้ยงนี้แห้งแล้ง เงินก็จะทะลักกลับเข้าตลาดหุ้น ดูพฤติกรรมของ Bond Yield ให้เป็น แล้วจะเลิกถามว่า "ทำไมหุ้นตก?" แต่จะเป็นคนที่รู้ล่วงหน้าว่า "เงินกำลังจะไหลไปที่ไหน"