หุ้นไทยวันนี้ 20 พ.ค.69 บล.พาย เปิดเผยว่า DJIA ปิดลบ 322 จุด (-0.6%) การปรับขึ้นของ US Bond Yield กดดันตลาดหุ้น ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดลบ 0.7% หลังจาก สหรัฐฯเผยมีความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพกับทาง IRAN คืนนี้รอติดตามสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ Consensus ประเมินไว้ที่ -2.5 ล้านบาร์เรล
ปัจจัยต่างประเทศ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯขยับขึ้นต่อเนื่องทั้งรุ่นอายุ 10 ปี 2 ปี และ 30 ปี สะท้อนมุมมองจากตลาดเกี่ยวกับ ภาวะเงินเฟ้อจะเร่งตัวทั้งระยะสั้น กลาง และยาว เชื่อว่าต้นเหตุ ของเรื่องมาจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น (YTD+83%) และเป็นไปได้ที่ต้นทุนอื่นๆจะเร่งตัวขึ้นตามเช่นการผลิต ค่าอาหาร ค่าขนส่ง (PPI ล่าสุด +6.4%YoY) มีโอกาสที่ผู้ประกอบการจะส่ง ผ่านต้นทุนมายังผู้บริโภคจะเร่ง CPI ขยายตัวมากขึ้น CME FED ล่าสุด ประเมินว่าดอกเบี้ยอาจขยับขึ้นเร็วมากขึ้นมาเป็นเดือน ก.ย. 26 สถิติรอบก่อนกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยพบว่าตลาดหุ้น S&P500 ปรับลง (-25%) แต่กับรอบนี้อาจต้องติดตามว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯจะขยับไปถึงระดับประมาณไหน
ปัจจัยในประเทศ
TH 10 Y Bond Yield ก็ขยับเร่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งก็เป็นไปตามทิศทางเดียวกับสหรัฐฯและเงินเฟ้อไทยล่าสุดก็เพิ่มขึ้นเช่นกันแต่การเพิ่มขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจขยายตัวต่ำอาจเป็นเรื่องกดดันการบริโภค วานนี้รัฐบาลได้อนุมัติไทยช่วยไทยพลัสแต่ก็ เชื่อว่าผลบวกต่อเศรษฐกิจจำกัดมองเป็นเพียงปัจจัยประครอง แต่ดีระยะสั้นกับค้าปลีก CPAXT CPALL วันนี้ประเมิน SET ในกรอบ 1500 – 1525 อาจมีแรงกดดันจากกลุ่ม TECH (DELTA) แต่ Value Play จะช่วยประครองตลาด เชิงกลยุทธ์การลงทุน ยังคงเน้นย้ำการถือครองเงินสดมากขึ้น ส่วนหุ้นแนะนำเน้นที่ ธนาคาร (BBL KBANK SCB) ค้าปลีก (CPALL CPAXT CPN) นิคม (AMATA WHA) เครื่องดื่ม (OSP TACC)
TOP PICK :
OSP : ราคาเป้าหมาย 19 บาท
Valuation ที่น่าสนใจระดับ 13 เท่า และมีผลตอบแทนเงินปันผลระดับ 5%-6% ประเมินกำไร 2Q26 ยังทรงตัวได้ YoY
SCB : ราคาเป้าหมาย 140 บาท
คาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงที่ 7.9% ในปี 2026

