วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘หุ้นชิป AI’ ปลุกดัชนีเกาหลีใต้แรงไม่หยุด โบรกแนะทยอยสะสมช่วงพักฐาน 

‘หุ้นชิป AI’ ปลุกดัชนีเกาหลีใต้แรงไม่หยุด โบรกแนะทยอยสะสมช่วงพักฐาน 

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้” (KOSPI) กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ “ร้อนแรง” ที่สุดของโลก ณ เวลานี้ หลังพุ่งทำ “สถิติสูงสุดใหม่” ในรอบ 28 ปี อานิสงส์กระแส AI และหุ้นกลุ่มชิป โดยเฉพาะ Samsung Electronics, SK Hynix และ TSMC ที่กำไรเติบโตแข็งแกร่ง จากความต้องการชิป AI ทั่วโลก ขณะที่นักวิเคราะห์แนะใช้จังหวะตลาดย่อตัวทยอยสะสมหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำภายใต้กลยุทธ์ Buy on Dip เนื่องจากกำไรบริษัทในกลุ่มดังกล่าวยังมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง

‘หุ้นชิป AI’ ปลุกดัชนีเกาหลีใต้แรงไม่หยุด โบรกแนะทยอยสะสมช่วงพักฐาน 

กรรณ์ หทัยศรัทธา”, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การที่อุตสาหกรรม AI ทั่วโลกยังผลิตสินค้าและชิ้นส่วนไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งถือว่ากำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันผลกำไรและราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

โดยความต้องการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะในด้านการทำงาน การสื่อสาร หรือการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตชิปและชิ้นส่วนสำคัญของโลกได้รับอานิสงส์โดยตรง โดยเฉพาะหุ้น SK Hynix, Samsung Electronics และ TSMC ซึ่งสะท้อนผ่านผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่เติบโตแข็งแกร่งทั้งในสหรัฐ เกาหลีใต้ และไต้หวัน

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยภายในประเทศ ทั้งพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยหรือพลังมดที่ยังเชื่อมั่นและนิยมลงทุนในหุ้นท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากนักลงทุนไทยรุ่นใหม่ที่หันไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

ขณะเดียวกัน กฎระเบียบตลาดทุนเกาหลีใต้ยังเอื้อต่อการเติบโตของหุ้นขนาดใหญ่ โดยแม้หุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix จะมีมาร์เก็ตแคปรวมกันกว่า 30-40% ของตลาด แต่หน่วยงานกำกับดูแลไม่ได้ใช้มาตรการเข้มงวดในการสกัดความร้อนแรงของหุ้นเหมือนบางตลาด ทำให้ราคาหุ้นสามารถปรับตัวขึ้นได้เต็มศักยภาพ

สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะตลาดย่อตัวจากปัจจัยลบระยะสั้น เช่น เงินเฟ้อ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หรือความกังวลเศรษฐกิจ เข้าสะสมหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐ เกาหลีใต้ และไต้หวัน ภายใต้กลยุทธ์ Buy on Dip เนื่องจากกำไรบริษัทในกลุ่มดังกล่าวยังมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง

วิศกรณ์ คีรีวรรณ”, CFA นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโส บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความคาดหวังเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตหน่วยความจำอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากความต้องการใช้ AI ทั่วโลก

ทั้งนี้ โครงสร้างลูกค้าของบริษัทผู้ผลิตชิปได้เปลี่ยนจากตลาดผู้บริโภครายย่อยไปสู่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น NVIDIA, Intel และ Nintendo ส่งผลให้ความต้องการใช้ชิปประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ราคาหน่วยความจำยังปรับตัวขึ้นกว่า 300% จากปีก่อน สอดคล้องกับกำไรบริษัทที่เติบโตระดับ 200-300%

แม้ราคาหุ้นเทคโนโลยีเกาหลีใต้จะปรับขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่มองระดับมูลค่ายังน่าสนใจ โดยค่า P/E หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังอยู่เพียงราว 6-7 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตของกำไรในระยะยาว ซึ่งประเมินดัชนีไว้ที่ 7,500-7,600 จุด และกรณีดีที่สุดมีโอกาสแตะระดับ 9,000 จุด

สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นไม่ควรไล่ราคาในช่วงนี้ เนื่องจากตลาดอยู่ในช่วงพักฐานหลังรับรู้ข่าวดีไปพอสมควรแล้ว โดยควรรอจังหวะที่ดัชนีอ่อนตัวลงมาใกล้หรือต่ำกว่า 7,000 จุด และรอให้ตลาดเริ่มทรงตัวก่อนค่อยทยอยสะสม ส่วนผู้ที่ถือหุ้นอยู่แล้ว มองเป็นช่วงที่ควรพิจารณาทยอยทำกำไรมากกว่าการเพิ่มน้ำหนักลงทุน

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์” ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์ หัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุน บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า การเติบโตของอุตสาหกรรม AI ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตชิปและธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นตามพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ขณะที่หุ้นเกาหลีใต้เองก็มีบทบาทในเวทีโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีมาร์เก็ตแคปแซงหน้าแคนาดาขึ้นมาอยู่อันดับ 7 ของโลก แม้ตลาดจะกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีเพียงไม่กี่บริษัท แต่บริษัทเหล่านี้ล้วนเป็นบริษัทระดับโลกที่มีฐานลูกค้าทั่วโลกและมีความแข็งแกร่งด้านรายได้

แม้ความยั่งยืนของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ระยะยาวยังขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจว่าจะสามารถเติบโตตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้หรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันยังเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัดเจนระหว่างการเติบโตของหุ้นกลุ่มชิปกับภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม แนะนำนักลงทุนไทยไม่ควรโฟกัสเฉพาะการลงทุนในประเทศเกาหลีใต้เพียงอย่างเดียว แต่ควรให้น้ำหนักกับกลุ่มอุตสาหกรรมชิปเป็นหลัก โดยอาจจัดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 10-20% ของพอร์ต เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ควรกระจายการลงทุนไปยังประเทศผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยปัจจุบันนักลงทุนสามารถเข้าถึงหุ้นกลุ่มชิปทั่วโลกได้ง่ายขึ้นผ่านกองทุนรวมหรือเครื่องมือการลงทุนที่หลากหลาย ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากเมกะเทรนด์ AI ในระยะยาว