โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย” และ “คนละครึ่งพลัส” กำลังจะกลายเป็น “ยาแรง” ที่ตลาดทุนไทยจับตา หลังนักวิเคราะห์หลายสำนักมองเป็น “โมเมนตัมบวก” ดัน “จีดีพีไทย” ปี 2569 ฟื้นสู่ระดับ 2% และสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่ม Domestic Play โดยเฉพาะค้าปลีก อาหาร และเครื่องดื่ม ที่มีโอกาสได้อานิสงส์จากการใช้จ่ายของประชาชนที่ฟื้นตัวขึ้น
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งรวมถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มองว่าเป็นปัจจัยบวกที่จะเข้ามาช่วยประคองสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่เพิ่มขึ้นได้แก่ ค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม อย่างไรก็ตาม อาจเห็นแรงเก็งกำไรเข้ามาในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องเป็นระยะ
ขณะที่ ปมกฎหมายและการตัดสินของศาล แม้รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการต่อได้ เนื่องจากยังไม่มีคำสั่งระงับการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังมีประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามจากกรณีที่ศาลได้รับคำร้องจากฝ่ายค้านไว้พิจารณาแล้ว
ทั้งนี้ ฉากทัศน์ที่แย่ที่สุดคือ เมื่อรัฐบาลอนุมัติโครงการไปแล้ว แต่ในภายหลังศาลตัดสินโครงการดังกล่าวผิดกฎหมายหรือทำไม่ได้ โครงการอาจจะต้องถูกระงับหรือพับแผนไป ซึ่งกรณีนี้จะกลายเป็นปัจจัยลบต่อตลาดทันที เนื่องจากปัจจุบันตลาดมีความคาดหวังต่อโครงการดังกล่าวไปแล้ว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนักลงทุนที่ต้องการเข้าเก็งกำไร แนะนำให้ใช้กลยุทธ์แบบ Trading หรือการซื้อขายทำกำไรระยะสั้น โดยเน้นเลือกหุ้นในกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มอาหารที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง แต่ทว่าควรใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากราคาหุ้นอาจสะท้อนความคาดหวังของตลาดไปบ้างแล้ว
นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินว่า ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี โดยประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ตลาดหุ้นให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด โดยหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล ประกอบด้วย กลุ่มค้าปลีกได้รับอานิสงส์จากการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่คาดว่าจะมียอดขายขยับตัวสูงขึ้นตามกำลังซื้อที่ถูกเติมเข้ามาในระบบ
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการดังกล่าวจะดูเป็นบวก แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนไม่ควรละเลยจากกรณีที่ศาลได้รับคำร้องจากฝ่ายค้านเกี่ยวกับการตรวจสอบโครงการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
สำหรับ กลยุทธ์ลงทุนแนะนำเก็งกำไรเป็นหลัก โดยให้เลือกหุ้นในกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มอาหารที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง ควรติดตามความชัดเจนจากมติ ครม. และคำวินิจฉัยทางกฎหมายใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมองเป็นโมเมนตัมเชิงบวกที่ช่วยขับเคลื่อนตัวเลขเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยตลาดได้เริ่มนำประเด็นดังกล่าวเข้ามาคำนวณในประมาณการมากขึ้นจากเดิมที่เคยมอง GDP ไทยในปีนี้ไว้เพียงระดับ 1% ต้น ๆ มาอยู่ในโซน 2%
โดยกลุ่มค้าปลีกรับส้มหล่น ได้แก่ CPALL เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอย่างมาก โดยไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ผ่านมาทำกำไรได้สูงถึงประมาณ 9,000 ล้านบาท ค่า P/E ยังอยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 13 เท่า ซึ่งถือว่าราคาหุ้นยังไม่แพง และแนวโน้มเติบโตต่อในไตรมาส 2 ปี 2569 และหุ้น CPAXT ดำเนินธุรกิจค้าส่งและเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าให้กับกลุ่มโชห่วย ซึ่งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่ประชาชนนำเม็ดเงินมาใช้จ่ายในระบบร้านค้าปลีกย่อย
ดังนั้น จึงถือเป็นหุ้นเด่นน่าสะสม ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ถูกมองว่าจะส่งผลบวกทางอ้อมต่อกลุ่มค้าปลีก เนื่องจากเป็นการกระจายรายได้สู่ระดับรากหญ้าเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของการบริโภคหลายรอบในระบบ
อย่างไรก็ตามหากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงครึ่งปีหลัง จะถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงภาคการบริโภคไม่ให้ตกต่ำเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา และอาจส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการทั้งปีของกลุ่มค้าปลีกมีความแข็งแกร่งมากขึ้น

