"หุ้นไทย" วันนี้ (19 พ.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,515.43 จุด ปรับตัวลดลง 2.31 จุด หรือ 0.15% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำกัดการปรับขึ้นของหุ้นในกลุ่มเติบโตอย่าง DELTA แม้ในภาพรวมจะได้รับปัจจัยบวกจากตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ดีกว่าคาด
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (19 พ.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,515.43 จุด ปรับตัวลดลง 2.31 จุด หรือ 0.15% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,520.60 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,509.26 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 27,433.15 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- DELTA ราคาปิด 312.00 บาท ลดลง 5.00 บาท หรือ 1.58% มูลค่าซื้อขาย 2,478.37 ล้านบาท
- TRUE ราคาปิด 14.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 1.38% มูลค่าซื้อขาย 1,646.84 ล้านบาท
- ADVANC ราคาปิด 367.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 0.55% มูลค่าซื้อขาย 1,318.94 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 199.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.25% มูลค่าซื้อขาย 1,147.36 ล้านบาท
- SCB ราคาปิด 134.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.37% มูลค่าซื้อขาย 895.34 ล้านบาท
นางสาวจิตรา อมรธรรม กรรมการผู้จัดการ และนายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวในลักษณะไซด์เวย์จากแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำกัดอัปไซด์ของสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการส่งสัญญาณระหว่างสหรัฐและอิหร่านเริ่มแสดงท่าทีผ่อนคลายกว่าเดิม หลังจากมีรายงานระบุว่าเงื่อนไขการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านจะถูกเลื่อนออกไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ชะลอตัวลงมากกว่า 2% ลงมาซื้อขายต่ำกว่าระดับ 109 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์ทางการเมืองและการเจรจาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยภายในประเทศ มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ การประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ปี 2569 ของไทย ออกมาดีกว่าคาด จากการใช้จ่ายที่แข็งแรงและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เติบโต 2.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ในภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 2 มีแนวโน้มชะลอตัวลง และคาดว่าจะเห็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดของปีในไตรมาสนี้
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกจากการรอความชัดเจนในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องพรก.เงินกู้แต่ยังมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 ประกอบกับการพลิกกลับมาทยอยไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในระยะถัดไป
สำหรับแนวโน้มดัชนีในวันนี้ (19 พ.ค.) คาดว่าดัชนีจะยังคงแกว่งตัว Side-ways ในกรอบ 1,510 - 1,525 จุด โดยมีเป้าหมาย SET Target ของปีนี้อยู่ที่ 1,570 จุด เน้นกลยุทธ์การลงทุนไปที่หุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่ราคายัง Laggard แต่มีโอกาสทำผลงานได้ดีกว่าตลาด (Outperform)
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกหุ้นที่มีโมเมนตัมกำไรในช่วงไตรมาส 2 ถึงครึ่งหลังของปี 2569 ที่แข็งแกร่ง และปลอดภัยจากผลกระทบทางสงคราม โดยมีหุ้นเด่นประจำเดือนพ.ค. ได้แก่ BBL, CPALL, ITC, SCGP, WHAUP สำหรับหุ้นเด่นรายวันแนะนำ CPALL โดยมีราคาเป้าหมายที่ 63 บาท

