วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” เช้านี้ (19 พ.ค. 2569) ปิดลบ 2.31 จุด บอนด์ยีลด์สหรัฐกดดัน DELTA

“หุ้นไทย” เช้านี้ (19 พ.ค. 2569) ปิดลบ 2.31 จุด บอนด์ยีลด์สหรัฐกดดัน DELTA

"หุ้นไทย" วันนี้ (19 พ.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,515.43 จุด ปรับตัวลดลง 2.31 จุด หรือ 0.15% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำกัดการปรับขึ้นของหุ้นในกลุ่มเติบโตอย่าง DELTA แม้ในภาพรวมจะได้รับปัจจัยบวกจากตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ดีกว่าคาด

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (19 พ.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,515.43 จุด ปรับตัวลดลง 2.31 จุด หรือ 0.15% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,520.60 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,509.26 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 27,433.15 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. DELTA ราคาปิด 312.00 บาท ลดลง 5.00 บาท หรือ 1.58% มูลค่าซื้อขาย  2,478.37 ล้านบาท
     
  2. TRUE ราคาปิด 14.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 1.38% มูลค่าซื้อขาย  1,646.84 ล้านบาท
     
  3. ADVANC ราคาปิด 367.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 0.55% มูลค่าซื้อขาย 1,318.94 ล้านบาท
     
  4. KBANK ราคาปิด 199.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.25% มูลค่าซื้อขาย  1,147.36 ล้านบาท
     
  5. SCB ราคาปิด 134.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.37% มูลค่าซื้อขาย  895.34 ล้านบาท

นางสาวจิตรา อมรธรรม กรรมการผู้จัดการ และนายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวในลักษณะไซด์เวย์จากแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำกัดอัปไซด์ของสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการส่งสัญญาณระหว่างสหรัฐและอิหร่านเริ่มแสดงท่าทีผ่อนคลายกว่าเดิม หลังจากมีรายงานระบุว่าเงื่อนไขการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านจะถูกเลื่อนออกไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ชะลอตัวลงมากกว่า 2% ลงมาซื้อขายต่ำกว่าระดับ 109 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์ทางการเมืองและการเจรจาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยภายในประเทศ มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ การประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ปี 2569 ของไทย ออกมาดีกว่าคาด จากการใช้จ่ายที่แข็งแรงและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เติบโต 2.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ในภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 2 มีแนวโน้มชะลอตัวลง และคาดว่าจะเห็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดของปีในไตรมาสนี้

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกจากการรอความชัดเจนในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องพรก.เงินกู้แต่ยังมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 ประกอบกับการพลิกกลับมาทยอยไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในระยะถัดไป

สำหรับแนวโน้มดัชนีในวันนี้ (19 พ.ค.) คาดว่าดัชนีจะยังคงแกว่งตัว Side-ways ในกรอบ 1,510 - 1,525 จุด โดยมีเป้าหมาย SET Target ของปีนี้อยู่ที่ 1,570 จุด เน้นกลยุทธ์การลงทุนไปที่หุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่ราคายัง Laggard แต่มีโอกาสทำผลงานได้ดีกว่าตลาด (Outperform)

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกหุ้นที่มีโมเมนตัมกำไรในช่วงไตรมาส 2 ถึงครึ่งหลังของปี 2569 ที่แข็งแกร่ง และปลอดภัยจากผลกระทบทางสงคราม โดยมีหุ้นเด่นประจำเดือนพ.ค. ได้แก่ BBL, CPALL, ITC, SCGP, WHAUP สำหรับหุ้นเด่นรายวันแนะนำ CPALL โดยมีราคาเป้าหมายที่ 63 บาท