บล.กรุงศรี ระบุว่า มุมมอง slightly positive เชิง sentiment ต่อการที่ ธปท. ผ่อนคลาย LTV (loan to value) เป็น 100% สำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ออกไปอีก 1 ปี (สิ้นสุด มิ.ย.2027) โดยคาดว่าจะช่วย limit downside ต่อแนวโน้มกำไรสุทธิ 2026F กลุ่มได้ ทั้งนี้เราคาดมีโอกาสที่ภาครัฐจะต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองไปสิ้นสุด มิ.ย. 2027 เช่นกัน ซึ่งคาดกลุ่มที่ได้ประโยชน์คือ “บริษัทที่มี portfolio ที่อยู่อาศัยมูลค่า 3-7 ล้านบาทมาก
รวมถึงบริษัทที่มี condo เข้ามาโอนในช่วงปี 2026-1H27F ที่มาก เพราะจะได้ประโยชน์จาก LTV ทันที โดยให้น้ำหนัก AP, SIRI และ SPALI ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้มากกว่าบริษัทอื่น เราคง Neutral sector rating มองการผ่อนคลาย LTV จะช่วยจำกัด downside กำไรสุทธิกลุ่มฯ ปี 2026F ของเราที่ 22.1 พันล้านบาท (+10% y-y) ได้บ้าง โดยคง AP (TP = 10.10) เป็น top pick คู่กับ SC (TP =2.60) และมอง SIRI และ SPALI น่าสนใจมากขึ้นจากมาตรการนี้
ทั้งนี้แบงก์ชาติขยายเวลาผ่อนเกณฑ์ LTV อีก 1 ปี เป็นสิ้นสุด 30 มิถุนายน 2570 เพื่อประคองความเชื่อมั่นและสนับสนุนการฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์ สาระส าคัญของการผ่อนคลายเกณฑ์LTV มีดังนี้
1.) กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันเป็น 100% สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งกรณี (1) มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และ (2) มูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป
2.) การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ท าสัญญาตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง30 มิถุนายน 2570
โดยมีมุมมอง slightly positive เชิง sentiment จากการที่ ธปท. ผ่อนคลาย LTV (loan to value) เป็น 100% สำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ ในช่วง 1 ก.ค. 2026 ถึง 30 มิ.ย. 2027 ซึ่งน่าจะช่วย limit downside risk ด้านการโอน backlog ที่รอโอนในช่วง 1 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้คาดหวัง demand ส่วนเพิ่ม (incremental demand) จากมาตรการนี้ จากภาพรวมตลาดอสังหาฯ ที่ชะลอตัว ทำให้การตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ยังมีสัญญาณชะลอตัวเช่นกัน
ขณะที่ กลุ่มที่มี backlog รอโอนมาก โดยเฉพาะช่วง 3Q26-2Q27 จะได้ประโยชน์จากนโยบายผ่อนคลาย LTV เพราะลูกค้ามีโอกาสกู้ผ่านง่ายขึ้น ซึ่งบริษัทที่มี backlog รอโอนในช่วง 2026F มากสุดตามลำดับ คือ AP (backlog รอโอน 2026F ที่ 24.8 พันล้านบาท), ORI (backlog รอโอน 2026F ที่ 15.0 พันล้านบาท) และ SIRI (backlog รอโอน 2026F ที่ 11.9 พันล้านบาท) ตามลำดับ
ส่วน ตลาด low-rise กลุ่มราคา 5-10 ล้านบาท น่าจะได้ประโยชน์มากกว่ากลุ่มอื่น เพราะเป็นกลุ่มที่มี demand สม่ำเสมอ รวมถึงเป็นกลุ่มของบ้านหลังที่สองในสัดส่วนที่มาก, การใช้สินเชื่อมากและอัตราการกู้ผ่านยังดีกว่ากลุ่มอื่น (ลูกค้าส่วนใหญ่มีรายได้ประจำ) โดย AP และ SPALI จะมีฐานลูกค้าในกลุ่มนี้มากกว่าบริษัทอื่น
นอกจากนี้ ตลาด condo กลุ่ม ready to move น่าจะได้ประโยขน์มากกว่ากลุ่มอื่น เพราะการเปิดโครงการใหม่ไม่น่าได้ประโยชน์ทันจากการผ่อนเกณฑ์ LTV โดยบริษัทที่มีมูลค่า condo ใหม่เข้ามาโอนมากใน 2026F น่าจะได้ประโยชน์โดย SIRI จะมีมูลค่า condo ใหม่ เข้ามาโอนในปี 2026F มากสุดที่มูลค่ารวม 23.0 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เราคง Neutral sector rating มองการผ่อนเกณฑ์ LTV ชั่วคราวจะช่วยจำกัด downside ประมาณการกำไรสุทธิกลุ่มฯ ปี2026F ของเราที่ 22.1 พันล้านบาท (+10% y-y) และคาด AP, SIRI และ SPALI ได้ประโยชน์จากมาตรการผ่อนเกณฑ์LTV มากกว่าบริษัทอื่น ในกลุ่มฯ ทั้งในด้าน backlog รอโอนที่มาก, สัดส่วน portfolio กลุ่มกลาง-กลางบน (ที่อยู่อาศัยราคา 3-7 ล้านบาท) ที่มาก ซึ่งคาดได้ประโยชน์มากกกว่ากลุ่มอื่น โดยเราคาดรัฐจะต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่อยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 7.0 ล้านบาท ร่วมกับมาตรการผ่อนคลาย LTV
นอกจากนี้ เราคง AP (TP = 10.10) เป็นหนึ่งใน top pick สำหรับการลงทุนปี 2026F คู่กับ SC (TP = 2.60) และมอง SIRI และ SPALI น่าสนใจมากขึ้นจากแนวโน้มได้ประโยชน์จากการต่ออายุมาตรการผ่อนคลาย LTV

