หุ้นไทยวันนี้ 19 พ.ค.69 บล.พาย เปิดเผยว่า DJIA ปิดบวก 160 จุด (+0.3%) แต่ Nasdaq ปิดลบ 0.5% ถูกกดดันจากกลุ่ม Technology จากการปรับขึ้นของ US Bond Yield ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 2.6% ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าสงครามที่ยืดเยื้อจะส่งผลต่ออุปทานชะงักงัน
ปัจจัยต่างประเทศ
ราคาน้ำมันดิบยังยืนระดับสูงทั้ง Brent , WTI ตราบใดยังเป็นภาวะเช่นนี้ก็เชื่อว่าจะเห็น Bond Yield ทั้งโลกเร่งตัวขึ้นหรือทรงตัวระดับสูง แต่จะไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจรวมถึงสินทรัพย์ ต่างๆไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ ทองคำ ตลาดหุ้น แม้เมื่อคืน Trump จะระบุว่าชะลอการโจมตีทางทหารต่อ IRAN ออกไป
แต่อย่างไรก็ตามสินทรัพย์ต่างๆไม่ได้ตอบรับใดๆกับข่าวนี้เท่าใดนัก สะท้อนว่าตลาดต้องการเห็นข้อตกลงชัดเจนกว่านี้ ขณะที่หุ้น S&P500 ปรับขึ้นมาราว 18% จากจุดต่ำสุดเริ่มมี Valuation ใน ระดับสูงจึงควรระมัดระวังความผันผวน
คืนนี้รอติดตามตัวเลข Pending Home Sale Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 1%MoM พร้อมกับติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางกับสหรัฐฯ
ปัจจัยในประเทศ
GDP 1Q26 (+2.8%YoY) แรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน +10%YoY ส่งออกสินค้า +15%YoY NESDC คาดว่าทั้งปี 26 GDP จะขยายตัว 2%YoY จากการลงทุนภาคเอกชน +3.7%YoY ส่งออก +9.6%YoY เป็นบวกกับหุ้นในกลุ่มนิคม (AMATA WHA) ส่งออก (ITC TU DELTA) แต่อย่างไรก็ตามให้ระวังว่าจากนี้มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอลงจากสงครามที่รับผลกระทบเต็มช่วง 2Q26
รอติดตาม ไทยช่วยไทยพลัส เข้าที่ประชุมในวันนี้ คาด SET กรอบ 1500 – 1525 ยังไร้ปัจจัยใหม่ๆที่มีนัยยะต่อตลาด เชิงกลยุทธ์ยังเน้นเงินสดมากขึ้นท่ามกลาง Valuation เริ่มสูง หุ้นแนะนำระยะสั้นเน้นที่ ValuePlay อาทิ Bank (BBL KBANK KTB SCB) ค้าปลีก (CPALL CPN) นิคม
TOP PICK :
AMATA : ราคาเป้าหมาย 30 บาท
ปัจจัยบวกจากผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าที่เราและตลาดค่อนข้างมากมาอยู่ที่ 1,379 ล้านบาท (เราคาดไว้เพียงระดับ 850 ล้านบาท)
SCB : ราคาเป้าหมาย 140 บาท
SCB จะสามารถจ่ายเงินปันผลสูงที่ 80% ของกำไร และให้คาดผลตอบแทนเงินปันผลสูงที่ 7.9%/8.1% ในปี 2026-27

