นางสาวอรรจยา อินทรประสงค์ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เปิดเผยว่า ยังคงเป้าหมายการเติบโตรายได้ทั้งปีนี้ไว้ที่ 2-4% ประเมินอาจอยู่ในกรอบล่างที่ 2% เนื่องจากได้รับผลกระทบสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ไม่ได้รวมอยู่ในการประเมินช่วงต้นปี 2569 ซึ่งบริษัทยังคงรักษาเป้าหมายอัตราการทำกำไรไว้ที่ระดับ 24% ซึ่งในไตรมาส 1 ปี 2569 สามารถทำได้เหนือเป้าหมายที่ระดับ 24.6% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน
สำหรับแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 โดยปกติเป็นช่วงโลซีซันของธุรกิจ ทำให้ยอดขายและผลประกอบการมักจะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของทุกปี แต่จะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 3 ของทุกปี ถือเป็นช่วง Mini High Season เนื่องจากเป็นฤดูฝนที่จะมีอุบัติการณ์โรคทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้น ทำให้คาดแนวโน้มผลประกอบการช่วงที่เหลือปีนี้จะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นอีกครั้ง
โดยพบว่าเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ภาพรวมรายได้เติบโตขึ้นเล็กน้อยราว 1% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2569 ทรงตัว ทั้งนี้การเติบโตเม.ย. มาจากโรงพยาบาลในต่างจังหวัดที่เติบโตถึง 3% นำโดยพื้นที่ภาคใต้และภาคอีสาน อาทิ ภูเก็ต หาดใหญ่ และอุดรธานีส่วนโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ มีการทรงตัวเล็กน้อยที่ -1%
ทั้งนี้ หลังจากผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาค่าโดยสารเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น และสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่ยังคงรักษามาตรฐานการเติบโตและอัตรากำไรได้อย่างแข็งแกร่ง
“ยังคงเติบโตแข็งแกร่งแม้เผชิญปัจจัยท้าทายด้านราคาตั๋วเครื่องบินและเงินเฟ้อ โดยลูกค้าต่างชาติ ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรป และประเทศเพื่อนบ้านยังคงเดินทางมารับบริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวและกลุ่มโรงพยาบาลในต่างจังหวัด”
ด้านกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์ โดยเพิ่มการสำรองสต๊อกยาจาก 30 วัน เป็น 60-90 วัน พร้อมทั้งหาแหล่งวัตถุดิบสำรอง จากโรงงานในเอเชีย ทั้งจีนและอินเดีย เพื่อป้องกันความเสี่ยง สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ป่วยว่ามีสำรองเพียงพอ
พร้อมรุกกลุ่มธุรกิจ BDMS Wellness Clinic และ Resort ที่รายได้เติบโตถึง 10% โดยมีอัตราการเข้าพักพุ่งสูงถึง 77% จากเดิมที่อยู่ระดับ 60% ต้นๆ โดยวางเป้าหมายระยะยาวที่จะดันสัดส่วนรายได้จากกลุ่ม Wellness ให้เพิ่มขึ้นเป็น 20% จากปัจจุบัน 12%
เนื่องจากมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี แม้กำไรจาก Wellness อาจไม่สูงเท่าการรักษาโรคซับซ้อน แต่ทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโยงในการส่งต่อคนไข้ไปยังโรงพยาบาลในเครือข่าย และช่วยให้ Ecosystem ทางการแพทย์สมบูรณ์
ด้านสถานการณ์เข้ามารักษาและผลกระทบต่อกลุ่มลูกค้าต่างชาติ แม้ในกลุ่มลูกค้าจากตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากค่าตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นมากที่สุด แต่พบกลุ่มคนไข้ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และกลุ่มที่มีฐานะดียังคงเดินทางมารับการรักษาอย่างต่อเนื่องหากมีเที่ยวบินปกติ
ขณะที่ กลุ่มลูกค้า Expat ไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเดินทาง เนื่องจากอาศัยอยู่ในไทยอยู่แล้ว ทำให้ยังคงมีคนไข้จากสหรัฐ อังกฤษ และยุโรป ไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเดินทางและยังคงเติบโตโดยเฉพาะในช่วง High Season ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ตลาด CLMV โดยเฉพาะเมียนมายังมีการเติบโตที่โดดเด่น เนื่องจากมาตรฐานการรักษาในไทยสูงกว่า และค่าตั๋วเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามารักษา
แต่กลุ่มลูกค้ากัมพูชา ยอมรับว่ารายได้ลดลงจากการปิดด่านคิดเป็นเกือบ 1% ของรายได้รวม บริษัทจึงเน้นกลยุทธ์หาลูกค้ากลุ่ม Expat และตลาดเอเชียอื่น ๆ มาทดแทน ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการทำตลาดและอาศัยเครือข่ายของ BDMS

