ตลาดเงิน และตลาดทุนไทย กำลังเผชิญแรงกระเพื่อมครั้งใหม่ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาวของไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามทิศทางบอนด์ยิลด์สหรัฐที่ปรับขึ้นแรงเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า
ล่าสุดวานนี้ (18 พ.ค.) บอนด์ยีลด์ไทย อายุ 10 ปี ทะยานขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.40% จากสิ้นสัปดาห์ก่อน (15 พ.ค.) ที่ 2.25% ซึ่งการขยับขึ้นรอบนี้ส่งผลกระทบสองด้านชัดเจน ทั้งสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น และเปิดหน้าต่างโอกาสให้นักลงทุนบางกลุ่มเริ่มกลับเข้ามาสะสมสินทรัพย์ปลอดภัย
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวเป็นปัจจัยลบเข้ามากดดันดัชนีโดยตรง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และหุ้นเติบโต จากการปรับตัวขึ้นบอนด์ยีลด์จะเป็นการเพิ่มอัตราคิดลด ส่งผลให้มูลค่าปัจจุบันกระแสเงินสดในอนาคตหุ้นกลุ่มนี้ลดลง จึงเกิดแรงกดดันต่อราคาหุ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้บอนด์ยีลด์ระยะยาวไทยจะปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้นักลงทุนยังคงกังวลต่อการเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว แต่หากประเมินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ ขณะที่มุมมองตลาดที่สะท้อนผ่านตลาด Swap และตลาดบอนด์กลับสะท้อนมุมมองที่เข้มงวดกว่า คาดธปท. อาจมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยราว 1-2 ครั้งในปีนี้ ทำให้การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวไทย อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนเริ่มทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวเพิ่มเติมได้
ล่าสุด เริ่มเห็นการกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวมากขึ้น ของผู้เล่นในกลุ่มบริษัทประกัน ขณะที่ต่างชาติอาจเริ่มทยอยกลับเข้าซื้อบ้าง แต่จะยังไม่รีบเข้าซื้อมากนัก จนกว่าจะเห็นแนวโน้มสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายลง
ส่วนสถาบันไทย ฝั่งบลจ. พบยังคงซื้อบอนด์ระยะสั้นเป็นหลัก และยังไม่กลับเข้าซื้อบอนด์ยาว ส่วนหนึ่งอาจมาจากรายย่อยไทยยังคงเผชิญขาดทุนในการถือครองกองทุนตราสารหนี้ ทำให้ผู้เล่นกลุ่มดังกล่าวขาดเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาช่วยทยอยซื้อบอนด์ระยะยาว
เช่นเดียวกันกับฝั่งสถาบันการเงิน ที่อาจยังไม่รีบกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวมากนัก แต่ด้วยระดับบอนด์ยีลด์ไทย 10 ปี ระดับ 2.40% ล่าสุด อาจเริ่มสร้างแรงจูงใจให้ผู้เล่นกลุ่มดังกล่าวเริ่มทยอยเข้ามาซื้อได้
ส่วนผลกระทบต่อเงินบาทยังไม่รุนแรงมากนัก จากผู้เล่นต่างชาติได้ทยอยขายบอนด์ระยะยาวไทยช่วงก่อนหน้ามาพอสมควรแล้ว นับตั้งแต่เกิดสงคราม ต่างชาติขายบอนด์ระยะยาวไปแล้วราว -17,000 ล้านบาท และขายบอนด์ระยะสั้น -6,300 ล้านบาท รวม 23,300 ล้านบาท

