วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม 2569

Login
Login

แนสแด็กปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หุ้นเทคฯฉุดตลาด

แนสแด็กปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หุ้นเทคฯฉุดตลาด

แนสแด็กปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ขณะที่หุ้น Micron ร่วงกดดันกลุ่มเทคโนโลยี นักลงทุนยังจับตาสงครามอิหร่าน หลังทรัมป์เลื่อนการโจมตีรอบใหม่ในวันอังคารออกไป

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite Index และเอสแอนด์พี 500 S&P 500 ปรับตัวลงในวันจันทร์ (18 พ.ค. 69) โดยถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นเทคโนโลยี ขณะนักลงทุนจับตาราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร รวมถึงรอดูพัฒนาการเพิ่มเติมของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

ดัชนี S&P 500 ปรับลง 0.07% ปิดที่ 7,403.05 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กซึ่งมีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงลดลง 0.51% ปิดที่ 26,090.73 จุด ถือเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่สองของทั้งสองดัชนี ส่วนดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ปิดบวก 159.95 จุด หรือ 0.32% ที่ระดับ 49,686.12 จุด

หุ้น Seagate นำการเทขายในกลุ่มหุ้นชิปหน่วยความจำ หลังซีอีโอกล่าวที่งานประชุมของเจพีมอร์แกนว่า โรงงานแห่งใหม่จะใช้เวลา “นานเกินไป” กว่ากำลังการผลิตจะออกมา ส่งผลให้ Seagate ร่วงเกือบ 7% และกดดันหุ้น Micron Technology ลงเกือบ 6% คำกล่าวดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความกังวลว่าภาคอุตสาหกรรมเมมโมรีชิปอาจไม่มีกำลังการผลิตพอรองรับความต้องการที่พุ่งสูง

 

นอกจาก Seagate และ Micron แล้ว หุ้น Western Digital ร่วง 4.8% และ Sandisk ลดลง 5.3% ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่าง Nvidia และ Broadcom ต่างปรับตัวลงราว 1% เช่นกัน

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะเปราะบาง หลังจากดัชนี S&P 500 และแนสแด็กเพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่ดาวโจนส์ขึ้นไปยืนเหนือระดับ 50,000 จุดได้ชั่วคราว

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนีหลักต่างเผชิญแรงกดดันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบราวหนึ่งปี ล่าสุดเคลื่อนไหวทรงตัวใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ด้านสหราชอาณาจักร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ขยับขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 เช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของญี่ปุ่น

 

หุ้นเทคโนโลยีที่เป็นผู้นำดันตลาดขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ กลับโดนเทขายหนักจากการดีดตัวของผลตอบแทนพันธบัตร โดยดัชนี Nasdaq-100 ร่วงลง 1.5% ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวลงในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม

 

ความตึงเครียดยังคงสูงระหว่างอิหร่านและสหรัฐทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง ขณะที่แนวโน้มความขัดแย้งยังไม่ชัดเจน สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบล่วงหน้า เพิ่มขึ้นราว 3% ปิดที่ 108.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนต์ ปรับขึ้นมากกว่า 2% ปิดที่ 112.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์

 

อย่างไรก็ตาม แรงขาขึ้นของราคาน้ำมันเริ่มชะลอ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social เมื่อวันจันทร์ว่า เขาจะ “ชะลอ” แผนการโจมตีอิหร่านที่วางไว้ในวันอังคาร โดยระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นตามคำขอของผู้นำกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ระบุว่าขณะนี้กำลังมี “การเจรจาอย่างจริงจัง” ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อตกลงที่ “ยอมรับได้อย่างมาก” สำหรับสหรัฐ

 

ก่อนหน้านั้นเมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์กล่าวว่า อิหร่านต้อง “เร่งเดินหน้า” ไม่เช่นนั้น “ก็จะไม่เหลืออะไรอีกแล้ว”

 

นอกจากนี้ ข้อมูลเงินเฟ้อชุดใหม่ที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อน ยังทำให้ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ลดลงอย่างมาก

 

เบน ฟุลตัน ซีอีโอบริษัท WEBs Investments ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซี ว่า “ตอนนี้มีปัญหาเงินเฟ้ออยู่จริง” พร้อมทั้งชี้ว่าราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงเป็นประเด็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” และกล่าวเสริมว่า “คงเป็นเรื่องยากที่จะหาปัจจัยมาชดเชยได้”

 

เขาระบุว่า ภาวะดังกล่าวอาจทำให้ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบแคบต่อไป หากไม่มีข่าวดีจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเสริมว่า “ผมมองเห็นได้เลยว่าผู้เล่นในตลาดอาจเริ่มปกป้องกำไรกันเร็วขึ้น”

 

  • S&P 500 ฟิวเจอร์ทรงตัว หลังดัชนีร่วงต่อเนื่องจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยี

 

ตลาดสัญญาซื้อขายหุ้นล่วงหน้า S&P 500 ฟิวเจอร์แทบไม่เปลี่ยนแปลงในคืนวันจันทร์ หลังจากหุ้นเทคโนโลยีถูกเทขายกดดันดัชนีหลักเป็นวันที่สองติดต่อกัน

 

S&P 500 ฟิวเจอร์ ขยับขึ้น 0.1% ขณะที่ Nasdaq 100 ฟิวเจอร์ปรับตัวเพิ่ม 0.2% ส่วนดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับขึ้น 25 จุด หรือราว 0.05%