วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” เช้านี้ (18 พ.ค. 2569) ปิดบวก 1.56 จุด จีดีพีไตรมาส 1 ดีกว่าคาด จาก 'ส่งออก-ลงทุนเอกชน'

“หุ้นไทย” เช้านี้ (18 พ.ค. 2569) ปิดบวก 1.56 จุด จีดีพีไตรมาส 1 ดีกว่าคาด จาก 'ส่งออก-ลงทุนเอกชน'

"หุ้นไทย" วันนี้ (18 พ.ค. 2569) ปิดตลาดช่วงเช้าอยู่ที่ 1,519.51 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.56 จุด หรือ 0.10% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ปี 2569 ของไทยที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ได้แรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน สวนทางปัจจัยต่างประเทศที่นักลงทุนรู้สึกผิดหวังต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐ-จีนที่ยังไม่มีข้อตกลงออกมาเป็นรูปธรรม

"ตลาดหุ้นไทย" วันนี้ (18 พ.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,519.51 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.56 จุด หรือ 0.10% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,521.95 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,510.42 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 31,533.76 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. SCB ราคาปิด 135.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือ 1.88% มูลค่าซื้อขาย 2,026.43 ล้านบาท
     
  2. KBANK ราคาปิด 198.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.02% มูลค่าซื้อขาย 2,001.38 ล้านบาท
     
  3. KTB ราคาปิด 34.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.46% มูลค่าซื้อขาย 1,573.25 ล้านบาท
     
  4. PTT ราคาปิด 36.25 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 1,536.04 ล้านบาท
     
  5. CPALL ราคาปิด 47.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 2.16% มูลค่าซื้อขาย 1,507.46 ล้านบาท

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวไซด์เวย์ จากแนวโน้มตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ปี 2026 ของไทยออกมาดีกว่าคาด โดยเป็นผลมาจากการเติบโตภาคการส่งออกโดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนภาคเอกชนเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามตลาดยังมีความผิดหวังเนื่องจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-จีน นำโดยปธน.โดนัลด์ ทรัมป์และสี จิ้นผิง ที่ยังไม่มีข้อตกลงเชิงรูปธรรมในประเด็นภาษีและการค้า

ปัจจัยต่างประเทศ ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐทั้ง CPI, PPI และราคาสินค้านำเข้าปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ทำให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักเกือบ 50% ต่อความเสี่ยงที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปี ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งเหนือ 4.5% และอายุ 30 ปี ทะลุ 5.1% ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าต่อเนื่อง 5 วันติดจากมุมมองดอกเบี้ยสูงยาวนาน

นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในตะวันออกกลางที่ยังคงกดดัน ส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI พุ่ง 4.2% ปิดที่ 105.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบรนท์ปิดที่ 109.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากปัญหาด้านซัพพลาย

โดยปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับฐานแรง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่ร่วงลงหนักจากความกังวลเรื่องต้นทุนพลังงานและดอกเบี้ยสูง อย่างไรก็ตาม JPMorgan ยังคงมองบวกต่อหุ้นตลาดเกิดใหม่ในครึ่งปีหลังขานรับธีม AI และเศรษฐกิจจีนฟื้น

ปัจจัยภายในประเทศ ตลาดยังมีปัจจัยบวกจากการที่บริษัทจดทะเบียนรายงานผลประกอบการดีกว่าคาด เช่น AMATA, SIS, CPN, RBF และ TOA 

ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (18 พ.ค.) คาดแกว่งตัวไซด์เวย์ตามภูมิภาคในกรอบ 1,500-1,530จุด โดยมีปัจจัยต้องจับตามอง ได้แก่ ตัวเลขค้าปลีกของจีน และรายงานการประชุมเพิ่มเติมของเฟด ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำซื้อ KTB ให้ราคาเป้าหมายที่ 37.00 บาท