วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2569

Login
Login

หุ้น OKJ ร่วง 5.23% พลิกขาดทุน Q1/69 กำลังซื้อทรุด โบรกชี้ร้านอาหารแข่งเดือด-ต้นทุนพุ่ง

หุ้น OKJ ร่วง 5.23% พลิกขาดทุน Q1/69 กำลังซื้อทรุด โบรกชี้ร้านอาหารแข่งเดือด-ต้นทุนพุ่ง

ความเคลื่อนไหว ตลาดหุ้นไทย ณ วันที่ 18 พ.ค.2569 เวลา 10.30 น. หุ้น OKJ หรือ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) ร่วง 5.23% ลดลง 0.16 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.90 บาท

หุ้น OKJ ร่วง 5.23% พลิกขาดทุน Q1/69 กำลังซื้อทรุด โบรกชี้ร้านอาหารแข่งเดือด-ต้นทุนพุ่ง

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หุ้น OKJ เผชิญแรงกดดันหนักในไตรมาส 1/2569 หลังผลประกอบการพลิกจากกำไรเป็นขาดทุน ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด โดยบริษัท ขาดทุนสุทธิ 30 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 63.8 ล้านบาท ท่ามกลางกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอ การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารที่รุนแรง และต้นทุนวัตถุดิบที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ยอดขายของทั้งแบรนด์ร้านอาหาร “โอ้กะจู๋” และธุรกิจเครื่องดื่ม “Oh Juice” ที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านตัวเลข Same Store Sales Growth (SSSG) ที่ติดลบสูงถึง 39% ซึ่งการหดตัวของยอดขายสาขาเดิมสะท้อนภาพกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบโลกที่ทรงตัวระดับสูงราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังส่งผลต่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ทำให้ต้นทุนด้านขนส่งและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น กระทบต่อการใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารโดยตรง

นอกจากนี้ แรงกดดันสำคัญมาจากภาวะ Oversupply ในอุตสาหกรรมร้านอาหาร หลังมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง ทั้งแบรนด์ขนาดใหญ่ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคา โปรโมชั่น และการแย่งชิงกำลังซื้อทวีความรุนแรงขึ้น

สำหรับ แนวโน้มในช่วงไตรมาส 2–3/2569 และครึ่งปีหลัง ประเมินว่าธุรกิจร้านอาหารยังเผชิญความท้าทายสูง โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ทั้งราคาเนื้อสัตว์ ผัก และวัตถุดิบอาหารตามแรงกดดันเงินเฟ้อ

ขณะที่ ประเด็นที่น่าจับตาความสามารถในการปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจาก “โอ้กะจู๋” วางตำแหน่งแบรนด์ในกลุ่มพรีเมียมอยู่แล้ว หากปรับราคาขึ้นเพิ่มเติมอาจกระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้าและความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับใน มุมมองการลงทุน มองว่า ปีนี้ยังไม่ชื่นชอบกลุ่มร้านอาหาร เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อ ต้นทุน และการแข่งขันที่รุนแรง โดยหากเลือกลงทุนในกลุ่มบริการ มองว่ากลุ่มโรงแรมยังมีแนวโน้มน่าสนใจกว่ากลุ่มร้านอาหารในระยะนี้