ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 18 พ.ค.2569 เวลา 10.00 น. หุ้น DUSIT หรือ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) บวก 5.00% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 10.50 บาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ราคาหุ้น DUSIT ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในการซื้อขายวันนี้ หลังบริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกออกมาแข็งแกร่ง มีกำไรกว่า 290 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์
ทั้งนี้ ตลาดยังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อความชัดเจนด้านโครงสร้างผู้ถือหุ้น หลัง “ชนินทธ์ โทณวณิก” เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 98% ส่งผลให้สามารถควบคุมการบริหารจัดการได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจในระยะถัดไป
นอกจากนี้ ภาพรวมกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ยังคงแข็งแกร่ง โดยรายได้ค่าเช่าและอัตราการเช่าของหลายบริษัทในกลุ่มกลับมาอยู่เหนือระดับก่อนเกิดโควิด-19 แล้ว เช่น CPN
ขณะที่ DUSIT มีจุดแข็งสำคัญจากการถือครองสินทรัพย์ศักยภาพสูงบนทำเลหัวมุมถนนสีลม ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและสามารถต่อยอดการเติบโตของธุรกิจได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวและปริมาณการเดินทางในอนาคต แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกจะยังสะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจในทิศทางเดียวกับหุ้นกลุ่มค้าปลีกและอสังหาฯ เชิงพาณิชย์ก็ตาม
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำว่า หากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมามากแล้ว นักลงทุนอาจรอจังหวะย่อตัวเพื่อทยอยสะสม (Buy on Dip) ขณะเดียวกัน หุ้นในกลุ่มเดียวกันที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอย่าง CPN ก็ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว
ด้านนายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกปี 2569 ของกลุ่มดุสิตธานีเติบโต ท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากรายได้ธุรกิจโรงแรมที่เพิ่มขึ้น และการส่งมอบห้องชุดในโครงการที่พักอาศัยในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของรายได้ และการบริหารต้นทุนคงที่อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานขยายตัว โดยกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่สะท้อนความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานจริงของธุรกิจ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“แม้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในไตรมาสแรกของปีนี้จะลดลง แต่รายได้จากธุรกิจโรงแรมของกลุ่มดุสิตธานียังเติบโต สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารพอร์ตและการกระจายฐานลูกค้า โดยโรงแรมที่ลงทุนเองมีรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) เพิ่มขึ้นถึง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากอัตราการเข้าพักและค่าห้องเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ในขณะที่รายได้จากธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมโดยรวมยังคงเติบโตขึ้นจากปีก่อน แม้ว่า ผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงปลายไตรมาสแรก จะส่งผลให้รายได้จากการบริหารโรงแรมในภูมิภาคนี้ลดลงก็ตาม โดยหลังจากนี้ บริษัทฯ จะยังคงติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและจะดำเนินการปรับกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบ ด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวในภูมิภาคและนักท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น และจะยังคงดำเนินมาตรการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่ท้าทาย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าว
สำหรับปี 2569 กลุ่มดุสิตธานียังคงประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้รวม (ไม่รวมการส่งมอบอาคารที่พักอาศัยของโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค) ไว้ที่ 5-8% และคาดว่าอัตรา EBITDA จะอยู่ในช่วงประมาณ 18-20% ของรายได้รวม โดยปัจจัยที่เป็นความท้าทายสำคัญ ยังมาจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งหากมีแนวโน้มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ก็จะส่งผลให้นักเดินทางและนักท่องเที่ยวทั่วโลกฟื้นตัวขึ้น และจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อธุรกิจของกลุ่มดุสิตธานีในระยะต่อไป

