หากเอ่ยถึง “หุ้นกลุ่มร้านอาหาร” แบรนด์ดังใน “ตลาดหุ้นไทย” คงไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์ดัง อย่าง “แบรนด์สุกี้เอ็มเค (MK)” ของ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ของ “ตระกูลธีระโกเมน” และ “แบรนด์โอ้กะจู๋” ของ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ ของ 3 ผู้ก่อตั้ง “ชลากร เอกชัยพัฒนกุล” , “จิรายุทธ ภูวพูนผล” และ “วรเดช สุชัยบุญศิริ”
เริ่มต้นจากแบรนด์ร้านอาหาร “พี่ใหญ่” ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อย่าง แบรนด์เอ็มเค (MK) หากจำกันได้ “หุ้น M” เข้าซื้อขายวันแรก (เทรด) เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2556 ที่ราคาไอพีโอ 49.00 บาท ซึ่งตอนนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหุ้นเนื้อหอมสุด ๆ บ่งชี้จาก “นักลงทุนสถาบัน-รายย่อย” แห่จองหุ้นไอพีโอ M ล้นหลามแบบหัวกระไดไม่แห้ง จนกลายเป็นหุ้นไอพีโอไม่เพียงพอกับ "ความต้องการ" สะท้อนผ่านยอดจองเกิน 18 เท่า
ด้วย “แบรนด์เอ็มเค” ในตอนนั้นถือเป็นแบรนด์ธุรกิจร้านอาหารที่มี “ความโดดเด่น” และ “แตกต่าง” ประกอบกับพื้นฐานธุรกิจและฐานะทางการเงินแข็งแกร่งมาก สะท้อนผ่านผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการขยายสาขารวดเร็ว รวมถึงสตอรี่อย่างแผนการขยายสาขาไปต่างประเทศ
สะท้อนภาพ “หุ้น M” ราคาเคยขึ้นไปทำ “จุดสูงสุด” (นิวไฮ) ที่หุ้นละ 91.25 บาท (ณ วันที่ 23 ม.ค. 2561) และ “ราคาต่ำสุด” (นิวโลว์) ที่ 13.80 บาท (ณ วันที่ 5 มิ.ย. 2568) ณ ปัจจุบันหุ้น M อยู่ที่ 20.50 บาท (15 พ.ค.2569) เท่ากับว่าปัจจุบันราคาหุ้น M ต่ำกว่าราคาไอพีโอ
ดังนั้น เมื่อภาพความ “คึกคัก” ในวันวานเหมือนจะเปลี่ยนแปลงจากภาพเดิม ๆ ท่ามกลางการแข่งขันสงครามราคาสุกี้ที่ดุเดือน สั่นสะเทือนหุ้น M ต้องเผชิญกับมรสุม “กำไรสุทธิ” หดตัวต่อเนื่อง เปรียบเหมือน “ช่วงเวลาแฮปปี้” ต้องสะดุดลงเมื่อความท้าทายของ “แบรนด์เอ็มเค” เกิดขึ้นประมาณปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการมาของ “โควิด-19” ที่สั่นสะเทือนรุนแรงต่อ “ธุรกิจร้านอาหาร” และแบรนด์เอ็มเคก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ยังไม่สามารถกลับมาอยู่ในจุดเดิมได้ สะท้อนจากรายได้-กำไรสุทธิ นับตั้งแต่ปีโควิด-19 เป็นต้นมา
- ปี 2562 มีกำไรสุทธิ 2,603.59 ล้านบาท รายได้ 17,408.96 ล้านบาท
- ปี 2563 มีกำไรสุทธิ 907.37 ล้านบาท รายได้ 13,360.88 ล้านบาท
- ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 130.98 ล้านบาท รายได้ 11,181.51 ล้านบาท
- ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 1,438.81 ล้านบาท รายได้ 15,727.89 ล้านบาท
- ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,681.94 ล้านบาท รายได้ 16,660.76 ล้านบาท
- ปี 2567 มีกำไรสุทธิ 1,441.57 ล้านบาท รายได้ 15,809.47 ล้านบาท
- ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 837.96 ล้านบาท รายได้ 15,420.74 ล้านบาท
- ไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรสุทธิ 163.31 ล้านบาท รายได้ 4,098.21 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านับตั้งแต่ปี 2565 ผลประกอบการ M จะค่อย ๆ "ฟื้นตัว" แล้ว แต่ก็ยังไม่เท่ากับฐานเดิมที่เคยทำได้ก่อนโควิด-19 หนำซ้ำธุรกิจยังเผชิญกับ “ผู้เล่น” หน้าใหม่ ๆ ในตลาด ซึ่งนับวันเหมือนแบรนด์หน้าใหม่จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
และถูกซ้ำเติมด้วยเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า หนี้สินครัวเรือนไทยอยู่ระดับสูง ดังนั้น สารพัดปัจจัยลบดังกล่าวล้วนเป็นความท้าทายที่แบรนด์เอ็มเคกำลังเผชิญ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าแบรนด์ดั้งเดิมจะสามารถ “รับมือ” กับความท้าทายดังกล่าวให้สามารถกลับมาโดดเด่นเฉกเช่นเดิมได้หรือไม่ !
ขณะที่แบรนด์รุ่นน้อง อย่าง “แบรนด์โอ้กะจู๋” เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2567 ราคาไอพีโอ 6.70 บาท ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นที่เนื้อหอมสุด ๆ ด้วยการชูคอนเซปต์ “King of Organic Salad” และกระแสตอบรับยอดจองซื้อล้นหลาม จนดันราคาเปิดเทรดวันแรกพุ่งทะยานไปถึง 10.10 บาท บวกแรงกว่า 50% ท่ามกลาง “หุ้นน้องใหม่” ในปี 2567 ที่ส่วนใหญ่เปิดซื้อขายวันแรกไม่ค่อยสดใส
สวนทาง หุ้น OKJ ที่เป็นหนึ่งในหุ้นที่สร้าง “สีสัน” ให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ตลาดไอพีโอไม่ค่อยสดใส และเป็นขวัญใจนักลงทุนสายสุขภาพอย่างแท้จริง สะท้อนผ่านราคาหุ้น OKJ เคยขึ้นไปทำ “จุดสูงสุด” ที่ 17.00 บาท (ณ วันที่ 8 ม.ค. 2568) หรือคิดเป็นผลตอบแทนกว่า 153% และ “ราคาต่ำสุด” อยู่ที่ 3.38 บาท (ณ วันที่ 30 มี.ค. 2569)
แต่แล้ว ! จากฝันดีๆ ก็กลายมาเป็นฝันร้าย เมื่อภาพความคึกคักในวันวานดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ดุเดือด หุ้น OKJ ต้องเผชิญกับมรสุมผลประกอบการที่ชะลอตัวลงถึงขั้น “ขาดทุนสุทธิ”
- ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 140 ล้านบาท รายได้ 1,716 ล้านบาท
- ปี 2567 มีกำไรสุทธิ 201 ล้านบาท รายได้ 2,444 ล้านบาท
- ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 70 ล้านบาท รายได้ 2,744 ล้านบาท
- ไตรมาส 1 ปี 2569 ขาดทุน 30.4 ล้านบาท ถือเป็นขาดทุนต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 หลังจากไตรมาส 4 ปี 2568 ขาดทุนสุทธิ 34.3 ล้านบาท รายได้ 575.58 ล้านบาท (ไตรมาส 1 ปี 2569)
สำหรับเหตุผลหลักที่ทำให้ผลประกอบการในไตรมาสนี้ประสบภาวะขาดทุน มีปัจจัยสำคัญจาก “กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว” ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนตัวลง ธุรกิจร้านอาหารมีการแข่งขันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่าย
ดังนั้น คงต้องติดตามแบรนด์สุขภาพโอ้กะจู๋ เมื่อต้องสร้าง “การเติบโตทางธุรกิจ” ไปพร้อมๆ กับการรับมือความคาดหวังสูงของนักลงทุน ด้วยกลยุทธ์การดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อกระตุ้นยอดขาย ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น เมนู “Baby size” และการเปิดตัวสินค้าใหม่ร่วมกับ Brand Admirer เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในระยะถัดไป

