ดัชนีดาวโจนส์ร่วงกว่า 500 จุดเมื่อคืน หุ้นเทคโนโลยีร่วง-บอนด์ยีลด์พุ่งสูงขึ้น หลังประชุมสุดยอดทรัมป์-สีไม่มีดีลใหญ่
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงในวันศุกร์ (15 พ.ค. 69)ได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นเทคโนโลยีและการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนสิ้นสุดลง โดยไม่ก่อให้เกิดความคาดหวังในหมู่นักลงทุน เรื่องมาตรการนโยบายสำคัญใหม่ ๆ
- ดัชนี S&P 500 ร่วง 1.24% ปิดที่ 7,408.50 จุด
- ดัชนีแนสแด็ก Nasdaq Composite ลดลง 1.54% ปิดที่ 26,225.14 จุด
- ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ดิ่งลง 537.29 จุด หรือ 1.07% ปิดที่ 49,526.17 จุด
นักลงทุนเทขายทำกำไรหุ้นเทคโนโลยีหลังจากกลุ่มนี้พุ่งแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้น Intel ร่วงลงมากกว่า 6% ขณะที่หุ้น Advanced Micro Devices (AMD) และ Micron Technology ดิ่งลง 5.7% และ 6.6% ตามลำดับ Nvidia ร่วง 4.4% ส่วน Cerebras Systems ซึ่งดีดตัวขึ้นถึง 68% เมื่อวันพฤหัสบดีหลังเริ่มซื้อขายในตลาด Nasdaq ปรับตัวลง 10%
“หุ้นกลุ่มนี้ปรับขึ้นอย่างร้อนแรงเกินความยั่งยืนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และยังคงเปราะบางต่อแรงเทขายทำกำไรไม่ว่าสถานการณ์ข่าวจะเป็นอย่างไรก็ตาม” อดัม คริซาฟูลลี จาก Vital Knowledge เขียนไว้
อย่างไรก็ดี Microsoft เป็นข้อยกเว้น หุ้นปรับตัวขึ้น 3% หลังจากบิล แอกแมน ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า กองทุน Pershing Square ได้เข้าถือหุ้นในบริษัท
เงินเฟ้อสูงดันบอนด์ยีลด์ขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ พุ่งขึ้น กดดันตลาดหุ้น โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีปรับขึ้นทะลุ 5.1% รายงานหลายฉบับในสัปดาห์นี้ชี้ให้เห็นว่าเงินเฟ้อเริ่มเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง สืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มเติบโตสูง รุนแรงเป็นพิเศษ
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในวันศุกร์ สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐปรับขึ้น 4.2% ปิดที่ 105.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงในตลาดโลก ปรับขึ้น 3.35% ปิดที่ 109.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ฟอกซ์นิวส์ ว่าเขา “จะไม่อดทนไปมากกว่านี้แล้ว” กับอิหร่าน และเสริมว่า “พวกเขาควรทำข้อตกลงได้แล้ว”
นักลงทุนต่างผิดหวังหลังการสิ้นสุดการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี เนื่องจากยังไม่มีข้อตกลงสำคัญใด ๆ ถูกประกาศออกมา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าช่องแคบฮอร์มุซจำเป็นต้องเปิดให้สัญจรได้ต่อไป ตามสรุปการประชุมของฝ่ายสหรัฐ ที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผย แต่ “หัวข้อข่าวไม่กี่เรื่องที่ออกมาจากการประชุมสุดยอด (เช่น คำสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing) ถือว่าน่าผิดหวัง” คริซาฟูลลีระบุ
หุ้น Boeing ร่วงลงต่อในวันศุกร์ โดยปรับตัวลงอีก 3.8% ต่อเนื่องจากการร่วงเกือบ 5% ในวันก่อนหน้า หลังนักลงทุนผิดหวังที่ทรัมป์ระบุว่า จีนตกลงจะซื้อเครื่องบิน Boeing 200 ลำ เพิ่มขึ้นเพียง 50 ลำจากที่บริษัทคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า
ทั้งนี้ วันพฤหัสบดีถือเป็นวันที่ดัชนีหลักปิดบวก โดยดาวโจนส์กลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 50,000 จุดได้อีกครั้ง และ S&P 500 ปิดเหนือระดับ 7,500 จุดเป็นครั้งแรก
ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นทำสถิติอย่างต่อเนื่องในช่วงหลัง จากความตื่นตัวรอบใหม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม เจด เอลเลอร์โบรก จาก Argent Capital Management มองว่า แม้บรรยากาศโดยรวมของนักลงทุน “ยังคงมองบวกอย่างมาก” แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นว่าตลาดโดยรวมยังตามหลังหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่สร้างความกังวลเพิ่มขึ้นให้กับนักลงทุนบางราย เพราะสะท้อนถึงการปรับขึ้นของตลาดที่เปราะบาง
“มันรู้สึกไม่ถูกต้องนักที่จะบอกว่าหุ้นเทคจะเป็นผู้นำตลาดไปตลอด” ผู้จัดการกองทุนรายนี้กล่าว พร้อมชี้ว่าก่อนหน้านี้ในปีนี้ การเทรดธีม “HALO” เคยทำให้หุ้นเทคโนโลยีถูก “เมินเฉย” เพื่อหันไปเก็งกำไรหุ้นในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานและวัสดุ “การที่มีเพียงปัจจัยเดียวพุ่งขึ้นและขับเคลื่อนตลาด ย่อมมีความเสี่ยงโดยเนื้อแท้มากกว่าหากมีหลายปัจจัยร่วมกันหนุนตลาด”

