วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม 2569

Login
Login

วิกฤติอสังหาฯ ฉุดหุ้นจีนซึมยาว 3 ปี ‘กูร’ เผยเม็ดเงินเริ่มย้ายสู่ Tech และ AI

วิกฤติอสังหาฯ ฉุดหุ้นจีนซึมยาว 3 ปี ‘กูร’ เผยเม็ดเงินเริ่มย้ายสู่ Tech และ AI

“ตลาดหุ้นจีน” ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป หลังกำไรบริษัทจดทะเบียนทรุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากแรงกดดันทั้งวิกฤติอสังหาฯ รวมถึงสงครามราคาของบริษัทเทคฯ และแพลตฟอร์มบริโภคขนาดใหญ่ แม้หลายฝ่ายมองว่า กลุ่มอสังหาฯ ยังไม่มีสัญญาณฟื้นชัดในระยะสั้น แต่เริ่มเห็นมุมบวกจากการบริโภคและกลุ่มเทคโนโลยีที่ทยอยกลับมา ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่า ผลประกอบการอาจเริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และเห็นการฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้นในปีหน้า

วิกฤติอสังหาฯ ฉุดหุ้นจีนซึมยาว 3 ปี ‘กูร’ เผยเม็ดเงินเริ่มย้ายสู่ Tech และ AI

“ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนล่าสุด พบว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียนในจีนมีแนวโน้มทรุดตัวลงติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี โดยมีสาเหตุมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวกำลังส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคในจีน

ทั้งนี้ จากเสถานการณ์ราคาอสังหาริมทรัพย์ทั้งบ้านมือหนึ่งและมือสองในเมืองใหญ่ยังคงทรงตัวและไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการชะลอตัวอย่างแท้จริง โดยสัดส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อการบริโภคโดยรวมได้ลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 1 ใน 3 เหลือเพียงประมาณ 1 ใน 4 เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจีนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยคนหันมาเลือกการเช่าที่พักอาศัยแทนการซื้อ และนำเงินในกระเป๋าไปใช้จ่ายในด้านอื่น ๆ หรือลงทุนในรูปแบบใหม่แทน

ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและตัวเลข PMI ภาคบริการเริ่มมีสัญญาณกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าการบริโภคสินค้าขนาดเล็กยังคงดำเนินต่อไปได้ และการปรับทิศทางสู่ AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ท่ามกลางวิกฤติอสังหาฯ เม็ดเงินลงทุนเริ่มมีการไหลเวียนไปยังกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Tech Startup และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งมีการระดมทุนในจำนวนที่สูงมาก การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับนโยบาย “Made in China” ของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ที่เน้นการพึ่งพาตนเองและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

วิกฤตการณ์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง

“ธนพงศ์ เจริญวัฒนกิจ” ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ว่าสถานการณ์บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนที่ประสบปัญหาผลกำไรทรุดตัวลงติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่ปัจจัยกดดันที่สำคัญกว่ามาจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และแพลตฟอร์มการบริโภค

ทั้งนี้ สงครามเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้หุ้นยักษ์ใหญ่กำไรวูบอาทิ Alibaba และกลุ่มธุรกิจ Food Delivery เช่น Meituan คือกลุ่มหลักที่ฉุดกำไรโดยรวมของตลาดลง โดยผลกระทบดังกล่าวสืบเนื่องมาจากสงครามราคาที่รุนแรงอย่างมากในปีที่ผ่านมา ซึ่งแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Meituan ก็ยังประสบภาวะขาดทุน

แม้ช่วงต้นปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนจะมีการประชุมและประกาศมาตรการควบคุมการแข่งขันราคาอย่างเข้มงวดเพื่อสร้างประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจ แต่มองว่าผลประกอบการในไตรมาส 1-2/2569 ของปีนี้จะยังคงออกมาไม่ดีนัก เนื่องจากการปรับขึ้นราคาเพื่อดึงมาร์จินกลับมานั้นไม่สามารถทำได้ทันทีในกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการบริโภค

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจีนจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่ภาพการเติบโตที่ชัดเจนจริง ๆ อาจจะต้องรอจนถึงปีหน้า โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำสำหรับนักลงทุนระยะยาว ปัจจุบันถือเป็นจุดที่น่าสนใจในการเข้าสะสม เนื่องจากราคาหุ้นได้รับรู้ข่าวร้ายไปค่อนข้างมากแล้ว โดยแบ่งตามประเภทความเสี่ยง ดังนี้ นักลงทุนที่เน้นเงินปันผลแนะนำกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน เช่น ICBC หรือ Ping An Insurance ซึ่งเป็นจุดที่น่าสะสมแล้ว

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำแนะนำทยอยสะสมหุ้นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับการบริโภคและ Food Delivery และนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสามารถพิจารณากลุ่ม Tech จีนต้นน้ำ เช่น ผู้ผลิตชิป หรือ Supply Chain ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งปรับตัวขึ้นแรงตามกระแสโลก แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความผันผวนและมูลค่าหุ้นที่ค่อนข้างสูง

“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นจีนสาเหตุที่ทำให้ตลาดทรุดตัวลง เกิดจากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่เติบโตเท่าที่ควร ส่งผลให้ประชาชนหันไปเน้นการออมเงินมากกว่าการจับจ่ายใช้สอย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มเบาบางลงแล้ว เนื่องจากรัฐบาลจีนได้ออกมาตรการจัดการอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีข่าวเชิงลบออกมาเป็นระยะ แต่ยังไม่มีเหตุการณ์วิกฤตรุนแรงเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของจีนยังสามารถขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่ระดับ 5% ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความแข็งแกร่งของพื้นฐานเศรษฐกิจ

ขณะที่หุ้นเทคฯ นำทัพฟื้นตัว สวนทางภาพรวมอดีต แม้ว่าหากมองย้อนกลับไป 3-4 ปี ตลาดหุ้นจีนจะยังไม่สามารถกลับไปสู่จุดสูงสุดเดิมได้ แต่ในช่วง 2 ปีหลังสุด ผลตอบแทนเริ่มพลิกกลับมาเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเทคจีนที่ราคาดีดตัวกลับขึ้นมาเกือบทั้งหมดแล้ว สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำว่าไม่ควรลงทุนแบบสเปะสปะ แต่ควรเลือกเฟ้นบริษัทที่มีคุณภาพจริงๆ กลุ่มที่น่าสนใจและควรเน้นเป็นพิเศษคือดัชนี CSI และ SSI Tech ซึ่งมีหุ้นรายตัวที่โดดเด่น ได้แก่ Alibaba Xiaomi และ Baidu เป็นกลุ่มที่เริ่มเห็นการฟื้นตัว ขณะที่หุ้น CATL แบตเตอรี่ของจีน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Tencent ยังคงเป็นตัวที่ปรับตัวขึ้นช้าและสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนอยู่บ้างในขณะนี้

สำหรับนักลงทุนที่ยังมีความกังวลหรือไม่มีความชำนาญในการเลือกหุ้นรายตัว การลงทุนผ่านกองทุนรวมถือเป็นทางเลือกที่ดีและให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจในสภาวะตลาดเช่นนี้