"หุ้นไทย" วันนี้ (15 พ.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,517.95 จุด ปรับตัวลดลง 21.17 จุด หรือคิดเป็น 1.38% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากตลาดไร้ปัจจัยใหม่หนุน ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ส่วนบอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้นที่ 4.5% จากปัจจัยเงินเฟ้อ แม้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1 จะออกมาดี แต่มีการปรับลดประมาณการลงจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะชะลอตัว
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (15 พ.ค. 2569) ปิดตลาดเย็นอยู่ที่ 1,517.95 จุด ปรับตัวลดลง 21.17 จุด หรือคิดเป็น 1.38% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,536.79 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,512.91 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 67,869.48 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- DELTA ราคาปิด 319.00 บาท ลดลง 15.00 บาท หรือ 4.49% มูลค่าซื้อขาย 7,451.66 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 34.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.48% มูลค่าซื้อขาย 6,163.55 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 196.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.25% มูลค่าซื้อขาย 3,201.34 ล้านบาท
- HANA ราคาปิด 31.50 บาท ลดลง 3.75 บาท หรือ 10.64% มูลค่าซื้อขาย 2,989.02 ล้านบาท
- PTT ราคาปิด 36.25 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 2.68% มูลค่าซื้อขาย 2,713.18 ล้านบาท
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวในทางลบโดยปราศจากปัจจัยเด่นชัด แต่โดยหลักแล้วคาดว่ามาจากการที่ความขัดแย้งสหรัฐและอิหร่านยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพ ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบยังยืนสูงต่อเนื่อง นอกจากนี้การพบกันระหว่างปธน.ทรัมป์และสีจิ้นผิงยังไม่มีข้อตกลงที่พอจะเป็นแรงหนุนให้ตลาดได้
จากภาพของเงินเฟ้อสหรัฐที่ออกมามีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นส่งผลผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีเพิ่มสูงขึ้นสู่ระดับ 4.5% สร้างแรงกดดันให้กับตลาดสินทรัพย์เสี่ยง
ภาพของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1 ออกมาเป็นที่น่าพอใจ เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมีการปรับประมาณการลงจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว โดดคาดว่าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนต่อผลประกอบการบจ.ในไตรมาส 2 ก่อนเห็นภาพการฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังจากพรก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ช่วยจำกัดดาวน์ไซด์ทางเศรษฐกิจได้
ขณะที่ในสัปดาห์หน้า (18 พ.ค.) คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,500 จุด แนวต้าน 1,530 จุด โดยปัจจัยที่ต้องจับตามองได้แก่บอนด์ยีลด์สหรัฐ หากขึ้นไปแตะระดับ 5% อาจสร้างแรงกดดันตลาดเพิ่มเติม

