"หุ้นไทย" เช้านี้ (15 พ.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,526.50 จุด ปรับตัวลดลง 12.62 จุด หรือคิดเป็น 0.82% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากแรงขายทำกำไรโดยเฉพาะในหุ้นบิ๊กแคปอย่าง DELTA หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นมามากจนแวลูเริ่มตึงตัว ทั้งยังคงขาดปัจจัยใหม่เข้าสนับสนุน และเศรษฐกิจในประเทศยังไม่แข็งแรง
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (15 พ.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,526.50 จุด ปรับตัวลดลง 12.62 จุด หรือคิดเป็น 0.82% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,536.79 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,23.87 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 37,072.96 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- DELTA ราคาปิด 323.00 บาท ลดลง 11.00 บาท หรือ 3.29% มูลค่าซื้อขาย 3,900.06 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 34.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.48% มูลค่าซื้อขาย 3,240.44 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 197.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 2,091.22 ล้านบาท
- HANA ราคาปิด 32.50 บาท ลดลง 2.75 บาท หรือ 7.80% มูลค่าซื้อขาย 1,932.93 ล้านบาท
- PTT ราคาปิด 36.75 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.34% มูลค่าซื้อขาย 1,501.15 ล้านบาท
นายวทัญ จิตต์สมนึก นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 11% จากจุดต่ำสุด ส่งผลให้ระดับมูลค่า (Valuation) เริ่มตึงตัวและใกล้เคียงกับเป้าหมายดัชนีที่ระดับ 1,530 จุด ประกอบกับยังไร้ปัจจัยใหม่ ๆ ที่มีนัยสำคัญ ส่งผลให้ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ณ ระดับดัชนีปัจจุบันถือเป็นจุดที่ควรลดความเสี่ยง เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้แข็งแกร่ง และยังคงถูกกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อ
ปัจจัยต่างประเทศ
ได้รับแรงหนุนเบื้องต้นจากการพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐและจีน ซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะมีการเปิดการค้าขายกันเสรีมากขึ้น โดยจีนจะซื้อเครื่องบิน BOEING จากสหรัฐ ขณะที่สหรัฐจะยอมขายชิปให้กับทางจีน โดยเฉพาะชิปจาก Nvidia พร้อมกันนี้จีนยังได้เชิญประธานาธิบดีจีนไปเยือนสหรัฐ ในช่วงก.ย. และเห็นตรงกันว่าช่องแคบ HORMUZ ควรกลับมาเปิดทำการอย่างเสรี
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐยอดค้าปลีกขยายตัวตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานมากกว่าคาดเล็กน้อย อย่างไรก็ตามตลาดพันธบัตรพบว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐยังขยับขึ้นต่อเนื่อง คาดเกิดจากนักลงทุนกังวลกับภาวะเงินเฟ้อตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง โดย CME FED Watch ล่าสุดมองถึงโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดัชนีเบี้ยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2570 (1Q27) ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดบวก 0.09% โดยยังไร้ปัจจัยใหม่ ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ปัจจัยภายในประเทศ
ภาพรวมนักลงทุนยังคงรอติดตามความชัดเจนของการกู้เงิน 4แสนล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการ (Earnings) ของบริษัทจดทะเบียนที่รายงานออกมาแล้วพบว่ามีหลายบริษัทที่เติบโตโดดเด่น ได้แก่ CPALL, CRC, MEGA, TIDLOR และ ITC
แนวโน้มดัชนีวันนี้ (15 พ.ค.) คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,525 – 1,550 จุด โดยแนะเพิ่มความระมัดระวังต่อการลงทุนเนื่องจากดัชนีปรับขึ้นมาใกล้เต็มมูลค่าแล้ว
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำเน้นหุ้นที่ผลประกอบการโดดเด่นและมีระดับราคาที่ไม่แพง เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ SCB และหุ้นกลุ่มการเงิน TIDLOR รวมถึงหุ้นที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมอย่าง CPALL, CRC, MEGA และ TACC
โดยมีหุ้นเด่น (Top Pick) ได้แก่ CPALL แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 61 บาท และหุ้น M แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 24 บาท จากกำไรเร่งตัวขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าโบนัสสุกี้เริ่มทำผลงานได้ดี

