“THAI” โชว์กำไรสุทธิที่ 10,093 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน รายได้รวมลดลงจากการชะลอตัวในเส้นทางเอเชียและเส้นทางในประเทศ แต่ชดเชยได้ด้วยรายได้เส้นทางยุโรปและออสเตรเลียเพิ่มขึ้น เตรียมพร้อมมาตรการเชิงรุกบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง-ประกันความเสี่ยง หลัง IATA กังวลน้ำมันเครื่องบินขาดแคลนเดือน พ.ค.
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานกำไรสุทธิ ส่วนของบริษัทใหญ่ที่ 10,093 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ขณะที่รายได้รวมที่ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวอยู่ที่ 51,029 ล้านบาท ลดลง 1.2% โดยรายได้หลัก 83% มาจากค่าโดยสารและน้ำหนักส่วนเกินจำนวน 42,340 ล้านบาท
แม้ว่าปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) และปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) โดยรวม จะลดลงเล็กน้อยที่ 2.2% และ 1.9% ตามลำดับ จากการยกเลิกและลดความถี่ในบางเส้นทางบินแถบเอเชีย เช่น โคชิ และนาโกย่า แต่รายได้จากเส้นทางยุโรปยังคงเติบโตขึ้น 2.8% เนื่องจากผู้โดยสารหันมาใช้บริการเที่ยวบินตรงเพื่อเลี่ยงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงได้รายได้จากเส้นทางออสเตรเลียที่เติบโตขึ้น 1.7%
ขณะที่รายได้จากเส้นทางบินภายในประเทศอยู่ที่ 2,143 ล้านบาท ลดลง 2.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับเปลี่ยนที่นั่งบนเครื่องบินแบบแอร์บัส A320-200 จำนวน 20 ลำ ให้มีที่นั่งชั้นธุรกิจ ส่วนรายได้จากหน่วยธุรกิจอื่น เช่น การบริการภาคพื้นและครัวการบิน มีการเติบโต 12% สอดคล้องจำนวนเที่ยวบินของสายการบินลูกค้าที่เพิ่มขึ้น
ในส่วนของค่าใช้จ่ายรวมที่ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว มีจำนวน 37,282 ล้านบาท ลดลง 1.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีปัจจัยการลดลงของ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ 11,347 ล้านบาท ลดลง 10.7% ตามการแข็งค่าของเงินบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีค่าใช้จ่ายคงที่สูงขึ้น 8.1% โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่ 3,589 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.2% จากการปรับเพิ่มเงินเดือนและการเพิ่มจำนวนพนักงานเพื่อรองรับการเติบโต และยังมีค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 23.5% จากการบันทึกค่าซ่อมใหญ่เครื่องยนต์และการรับมอบเครื่องบินใหม่หลายรุ่น เช่น แอร์บัส A330-300 และ โบอิ้ง 787-9
นอกจากนี้ บริษัทมีกำไรจากการยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบินจำนวน 1,435 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงรายการทางบัญชีในการเปลี่ยนสัญญาจาก "เช่าเป็นซื้อ" และมีกำไรจากการวัดมูลค่าตราสารอนุพันธ์ 649 ล้านบาท จากการทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิ 1,021 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยเสี่ยงและความกังวลของ THAI ในปี 2569 มาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) แสดงความกังวลในระยะสั้นถึง ภาวะขาดแคลนน้ำมันเครื่องบินที่อาจเกิดขึ้นในเดือน พ.ค. 2569 จนอาจต้องยกเลิกบางเที่ยวบินในยุโรปและเอเชีย
ขณะเดียวกัน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน ความผันผวนของราคาน้ำมัน และการแข่งขันที่รุนแรง ภาคการท่องเที่ยวไทยอาจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของตลาดหลักอย่างตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา ส่งผลให้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวลง 18% เหลือเพียง 30-34 ล้านคน
ดังนั้น เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชิงรุก ในส่วนของแผนการจัดการพลังงาน มุ่งเน้นการบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง การทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันตามนโยบาย ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำมัน รวมถึงยังให้ติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่น ๆ ได้แก่ การปรับแผนเส้นทางบินและความถี่ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้โดยสาร การปรับราคาบัตรโดยสารให้เหมาะสม การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดรวมถึงชะลอโครงการลงทุนที่ไม่เร่งด่วน มุ่งเน้นรักษาระดับเงินสดและสภาพคล่องให้เพียงพอ ตลอดจนการจัดทำ Stress Test และ Scenario Analysis เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิดและทันท่วงที
ทั้งนี้ ตามตารางบินฤดูร้อนปี 2569 บริษัทจะให้บริการครอบคลุม 62 เส้นทางบิน ทั้งในและระหว่างประเทศ โดยจะกลับไปทำการบินในเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน เริ่มทำการบินตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป

