วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” เช้านี้ (14 พ.ค. 2569) ปิดบวก 7.05 จุด งบไตรมาส 1 โชว์ฟอร์มเด่นต่อเนื่อง หนุนราคาหุ้น CPALL

“หุ้นไทย” เช้านี้ (14 พ.ค. 2569) ปิดบวก 7.05 จุด งบไตรมาส 1 โชว์ฟอร์มเด่นต่อเนื่อง หนุนราคาหุ้น CPALL

"หุ้นไทย" ในเช้านี้ (14 พ.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,524.31 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.05 จุด หรือ 0.46% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากงบการเงินไตรมาส 1 ออกมาดีกว่าคาด หนุนราคาหุ้น CPALL ปรับขึ้น 6.29% นำตลาด คาดหวังอัปไซด์ข้อตกลงการค้าสหรัฐ-จีนช่วยหนุนจีดีพี

"ตลาดหุ้นไทย" เช้านี้ (14 พ.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,524.31 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.05 จุด หรือ 0.46% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,530.25 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,514.56 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 38,713.15 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. CPALL ราคาปิด 46.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท หรือ 6.29% มูลค่าซื้อขาย 4,047.10 ล้านบาท
     
  2. DELTA ราคาปิด 328.00 บาท ลดลง 3.00 บาท หรือ 0.91% มูลค่าซื้อขาย 2,690.33 ล้านบาท
     
  3. KBANK ราคาปิด 197.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือ 1.28% มูลค่าซื้อขาย 2,313.85 ล้านบาท
     
  4. KTB ราคาปิด 33.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 2.29% มูลค่าซื้อขาย 1,963.42 ล้านบาท
     
  5. SCB ราคาปิด 132.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.38% มูลค่าซื้อขาย 1,844.36 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทยในวันนี้แกว่งตัวในทางบวก โดยมีแรงส่งสำคัญจากรายงานกระแสเงินทุนไตรมาส 1 ปี 2569 ที่สูงถึง 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 1.4% ของ GDP หนุนตัวเลขจีดีพี ซึ่งจะประกาศวันที่ 18 พ.ค. นี้ ออกมาดีกว่าคาด นอกจากนี้ ยังได้รับจิตวิทยาเชิงบวกจากการที่บริษัทจดทะเบียนไทยรายงานกำไรไตรมาส 1 ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 12% จากเดิม 11.8%

ปัจจัยต่างประเทศ

ได้แรงหนุนจากความคาดหวังกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนจีน ถึงแม้จะมีการยืนยันว่าประเด็นสงครามยังไม่มีความคืบหน้า แต่ตลาดให้ความสำคัญกับเรื่องข้อตกลงด้านความร่วมมือทางเทคโนโลยีและการลดอุปสรรคทางการค้าซึ่งหนุนอัปไซด์จีดีพีโลก

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เริ่มอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่วยคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อในหมวดสินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตร อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐที่ยังคงสะท้อนความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในฝั่งผู้ผลิตที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งส่งผลให้บอนด์ยีลด์โลกทรงตัวในระดับสูง

ปัจจัยภายในประเทศ

นอกเหนือจากตัวเลขงบลงทุนและผลประกอบการที่แข็งแกร่งแล้ว ตลาดหุ้นไทยยังได้รับอานิสงส์จากการที่ภาครัฐเตรียมคลายกฎระเบียบที่ซับซ้อนเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในกลุ่มธุรกิจ “S-Curve” อีกทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงเกณฑ์การซื้อขาย 4 ด้าน อาทิ การลด Tick Size และการคุมเข้ม Short Sell ด้วย Uptick Rule ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดความผันผวนให้แก่ตลาดในภาพรวม

แนวโน้มดัชนีในระยะต่อไป คาดว่าจะมีแนวรับอยู่ที่ 1500-1495 จุด และแนวต้านที่ 1527-1535 จุด โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามองคือการรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1 ในวันที่18 พ.ค. นี้ รวมถึงการประกาศผลประกอบการของกลุ่มหุ้นที่เหลือ เช่น ICHI, PTT, SPRC และ CPN

กลยุทธ์การลงทุน : แนะนำหุ้น CPALL เนื่องจากผลกำไรไตรมาส 1/2569 ที่ออกมาดีกว่าคาด และจะได้รับอานิสงส์จากการเข้าสู่ฤดูร้อนที่นานกว่าปกติรวมถึงเทศกาลฟุตบอลยูโรที่จะช่วยกระตุ้นยอดขาย

ต่อมาคือ WHAUP ซึ่งได้ประโยชน์จากความต้องการใช้สาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย และแนะนำ IVL จากความคาดหวังว่าผลการดำเนินงานได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 1/2569 และจะได้รับผลดีหากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวตามที่คาดการณ์