วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

หุ้น CPALL บวกพุ่ง 5.14% รับกำไร Q1โตเกินคาด โบรกแนะเล่นสั้น กังวลเศรษฐกิจฟื้นช้า

หุ้น CPALL บวกพุ่ง 5.14% รับกำไร Q1โตเกินคาด โบรกแนะเล่นสั้น กังวลเศรษฐกิจฟื้นช้า

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 14 พ.ค.2569 เวลา 10.00 น.หุ้น CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บวก 5.14% เพิ่มขึ้น 2.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 46.00 บาท 

หุ้น CPALL บวกพุ่ง 5.14% รับกำไร Q1โตเกินคาด โบรกแนะเล่นสั้น กังวลเศรษฐกิจฟื้นช้า

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หุ้น CPAll ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่นกว่า 5% ในการซื้อขายวันนี้ หลังบริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 แข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ อยู่ที่ประมาณ 8,900 ล้านบาท สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ราว 12% ทำให้หนุนแรงซื้อกลับเข้าหุ้นกลุ่มค้าปลีกอย่างคึกคัก

นอกจากนี้ แนวโน้มไตรมาส 2/2569 ยังมีโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่อง จากสภาพอากาศร้อนจัดที่ช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าเครื่องดื่มและอาหาร รวมถึงแรงหนุนจากช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งส่งผลดีต่อทราฟฟิกลูกค้าในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มกำไรจะยังแข็งแกร่ง แต่ยังคงแนะนำกลยุทธ์ซื้อเพื่อเก็งกำไรมากกว่าการลงทุนระยะยาว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการฟื้นตัวที่ไม่เต็มที่ ทั้งต้นทุนค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

ทั้งนี้ ให้ราคาเป้าหมาย CPALL ที่ 58 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าระดับราคาปัจจุบันบริเวณ 45.50 บาท ยังมีอัพไซด์ให้ลงทุนได้ แต่หากราคาปรับขึ้นเกิน 50 บาทต่อหุ้น อาจเริ่มไม่เหมาะสำหรับการไล่ราคา เนื่องจากระดับความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

สำหรับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 แข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 267,672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 9,118 ล้านบาท เติบโต 20.2% สะท้อนการฟื้นตัวของทุกกลุ่มธุรกิจ และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ รายได้หลักมาจากการขายสินค้าและบริการรวม 259,355 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% โดยได้รับแรงหนุนจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก รวมถึงศูนย์การค้า ขณะที่กลยุทธ์ด้านสินค้าและการขายแบบ O2O ของแต่ละธุรกิจยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการขยายรายได้

ในด้านโครงสร้างกำไร ธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่น ๆ มีสัดส่วนกำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี 73% ส่วนธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้าอยู่ที่ 27% โดยฝั่งร้านสะดวกซื้อเติบโตโดดเด่นกว่าปีก่อน

กลุ่มธุรกิจ “เซเว่นอีเลฟเว่น” ทำผลงานได้โดดเด่นในไตรมาสนี้ มีรายได้รวม 121,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และมีกำไรสุทธิ 7,570 ล้านบาท เติบโต 18.9% จากปีก่อน

ช่วงไตรมาสแรก บริษัทเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 139 แห่ง ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีร้าน 7-Eleven รวมทั่วประเทศ 16,084 สาขา โดยกว่า 86% เป็นร้านสแตนด์อโลน และส่วนที่เหลืออยู่ในสถานีบริการน้ำมัน

ยอดขายเฉลี่ยต่อสาขาต่อวันอยู่ที่ 85,998 บาท ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 1.9% ส่วนยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่ประมาณ 90 บาท และมีลูกค้าเฉลี่ย 958 คนต่อสาขาต่อวัน ใกล้เคียงปีก่อน

บริษัทระบุว่า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากสภาพอากาศร้อนตั้งแต่ต้นปี การเดินทางภายในประเทศ รวมถึงการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน

โครงสร้างรายได้ของร้านสะดวกซื้อยังมาจากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก คิดเป็น 76.3% ของยอดขายทั้งหมด ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่ที่ 23.7% โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มเติบโตเด่น จากการออกสินค้าใหม่และจัดโปรโมชั่นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ O2O ผ่านบริการอย่าง 7Delivery และ All Online ต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 11% ของยอดขายสินค้ารวม

สำหรับธุรกิจต่างประเทศ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีร้าน 7-Eleven ใน สปป.ลาว จำนวน 30 สาขา และในกัมพูชาอีก 63 สาขา เดินหน้าขยายฐานธุรกิจในภูมิภาคต่อเนื่อง